ตอน 1
บทที่ 1
ตอนที่ 1-1 เรือนในหุบเขาลึก [ส่วนที่ 5]
ฉินเจิงควบม้านำเซี่ยฟางหวาออกจากวัง ทว่ามิได้กลับจวนอิงชินอ๋อง หากแต่มุ่งออกจากเมืองหลวง
วันนี้ฮ่องเต้องค์ใหม่ทรงราชาภิเษกและมีการพระราชทานอภัยโทษแก่ใต้หล้า ราษฎรต่างร่วมกันเฉลิมฉลอง บรรยากาศทั้งภายในและนอกเมืองเต็มไปด้วยความปีติยินดี
หลังจากพระชายาอิงชินอ๋องกับชุนหลันไล่ตามหลังออกจากวังหลวงมาก็รีบกลับจวนอิงชินอ๋อง เมื่อผ่านประตูจวนเข้ามาก็เอ่ยถามหัวหน้าพ่อบ้านสี่ซุ่น “เจิงเอ๋อร์กับหวาเอ๋อร์เล่า ใช่กลับเรือนลั่วเหมยแล้วหรือไม่”
“บ่าวทราบเหตุการณ์ที่เกิดในวังหลวงแล้ว เมื่อทราบว่าท่านอ๋องน้อยกลับมาก็รออยู่ตรงนี้ แต่กระทั่งตอนนี้ยังไม่เห็นท่านอ๋องน้อยกลับจวนเลยขอรับ” สี่ซุ่นรีบตอบ
“เขาออกจากวังมาก่อนก้าวหนึ่ง จะไปไหนได้” พระชายาอิงชินอ๋องสงสัย
“ถ้ามิอย่างนั้นบ่าวจะไปสืบข่าวดู” สี่ซุ่นเกาศีรษะ
“รีบไป รีบไป” พระชายาอิงชินอ๋องโบกมือไล่
สี่ซุ่นรีบกวักมือส่งคนออกไปสืบข่าว
พระชายาอิงชินอ๋องรอหน้าประตูจวน
ไม่นานคนที่สี่ซุ่นส่งออกไปก็กลับมารายงานว่า “มีคนเห็นท่านอ๋องน้อยขี่ม้าออกจากเมืองขอรับ”
“เขาออกไปไหน” พระชายาอิงชินอ๋องชะงัก
คนผู้นั้นส่ายหน้า
“ออกประตูเมืองทิศใด” พระชายาอิงชินอ๋องถามอีก
“ทางทิศเหนือขอรับ เพราะขี่ม้าออกไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้จึงมิทราบร่องรอย” ผู้นั้นตอบ
“เจ้าเด็กคนนี้ ไม่กลับบ้านแล้วออกไปไหน” พระชายาอิงชินอ๋องย่นหัวคิ้ว ก่อนยกมือสั่งงานผู้นั้น “สืบหาต่อไป ดูว่าท่านอ๋องน้อยไปไหนกันแน่”
“ขอรับ” ผู้นั้นนำคนออกจากจวนอีกครั้ง
“ไหนๆ ท่านอ๋องน้อยก็กลับมาแล้ว ท่านมิต้องอกสั่นขวัญแขวนทุกวันแล้วเจ้าค่ะ ท่านอ๋องน้อยนำพระชายาน้อยออกจากเมืองต้องมีเหตุผลเป็นแน่ คงไม่เกิดเรื่องใดขึ้นหรอก” ชุนหลันปลอบพระชายาอิงชินอ๋อง
“ก็จริง” พระชายาอิงชินอ๋องพยักหน้าแล้วเดินกลับเรือน
พวกซื่อฮว่ากับซื่อม่อแปดคนไล่ตามออกจากวังหลวงจนมาถึงจวนอิงชินอ๋อง เมื่อทราบข่าวว่าฉินเจิงมิได้นำเซี่ยฟางหวากลับจวน หากแต่ออกจากเมืองทิศเหนือ ทั้งแปดจึงรีบตามออกไป
อิงชินอ๋อง เสนาบดีฝ่ายซ้ายและขวา และพวกหย่งคังโหวมิได้รีบออกจากวังหลวง หากแต่หลังฉินอวี้เสด็จกลับก็ตามเขาไปยังห้องทรงอักษร
ทั้งหมดขอเข้าเฝ้า แต่ฉินอวี้ปิดประตูห้องทรงอักษรเงียบสนิท ออกคำสั่งว่าไม่พบผู้ใดทั้งนั้น
พวกอิงชินอ๋องมองหน้ากัน ทำได้เพียงออกจากวังหลวง
หลังผ่านประตูวังออกมา เสนาบดีฝ่ายซ้ายก็ตบบ่าอิงชินอ๋อง “ท่านอ๋อง อ้อมไปวนมา สุดท้ายแล้วคุณหนูฟางหวาก็ยังคงเป็นลูกสะใภ้ของบ้านท่าน”
อิงชินอ๋องถอนหายใจ
“บ้านเมืองมีอัจฉริยะบุคคลกำเนิดขึ้นทุกยุค คนรุ่นใหม่แทนที่คนรุ่นเก่า พวกเราต้องยอมรับสภาพได้แล้ว สถานการณ์เช่นวันนี้หากเกิดขึ้นอีกครั้ง คนแก่อย่างข้าคงรับมิไหวแล้ว ข้ากำลังคิดว่าใช่ถึงเวลาควรถอดเกราะกลับบ้านเกิดแล้วหรือไม่” เสนาบดีฝ่ายซ้ายเอ่ยขึ้น
“ท่านยังอายุน้อย ถอดเกราะกลับบ้านเกิดอันใดกัน” เสนาบดีฝ่ายขวามองอีกฝ่าย
“ที่ผ่านมาข้าละเลยด้านการสั่งสอนลูกชาย ยามนี้คิดว่าคงไร้ผู้สืบทอด ไม่เหมือนพวกท่านที่ล้วนมีคนสืบทอดวงศ์ตระกูลต่อไป” เสนาบดีฝ่ายซ้ายกลัดกลุ้ม
“ท่านมิใช่ละเลยด้านการสั่งสอน ท่านแค่สั่งสอนมากเกินเหตุ” เสนาบดีฝ่ายขวาบอก “ลูกชายท่านแม้ไม่โดดเด่น แต่ก็ประพฤติตนอยู่ในกรอบ เสนาบดีฝ่ายซ้ายไม่เคยต้องกลุ้มใจเลย อย่างน้อยที่สุดท่านยังสามารถประคับประคองได้อีกหลายปี ฝ่าบาทก็ทรงเห็นความสำคัญ วงศ์ตระกูลจวนเสนาบดีฝ่ายซ้ายของท่านไม่มีวันล้มลงหรอก”
“มิเคยเห็นฝ่าบาททรงกริ้วขนาดนี้มาก่อนเลย” เสนาบดีฝ่ายซ้ายถอนหายใจ
“วันนี้แม้น่าตื่นกลัว แต่ก็นับว่ามิได้เกิดเรื่องใหญ่” เสนาบดีฝ่ายขวากล่าว “หวังว่าหลังจากนี้ เมื่อผ่านเรื่องนี้ไปแล้ว ท่านอ๋องน้อยเจิงกับฝ่าบาทจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ มิฉะนั้นแผ่นดินหนานฉินคงมีภัยจริงๆ”
“กี่ปีมาแล้ว พวกเขาต่างมีวิธีอยู่ร่วมกันได้” อิงชินอ๋องโบกมือลา “ข้าจะกลับไปดูเจ้าเด็กนั่นก่อน คนที่วางใจมิได้ที่สุดก็คือเขานั่นล่ะ”
เสนาบดีฝ่ายซ้ายและขวาพยักหน้า ก่อนแยกย้ายกันกลับจวน
ภายในจวนเสนาบดีฝ่ายขวา ฮูหยินเสนาบดีฝ่ายขวากับหลี่หรูปี้กำลังปักลายบนผ้า เมื่อทราบข่าวว่าฉินเจิงถลันเข้าวังหลวง ฝ่าบาทกับเขาเกือบจะก่อเรื่องใหญ่โต รวมถึงอันเชิญพระราชโองการสั่งเสียของอดีตฮ่องเต้ มือของหลี่หรูปี้ก็ถูกเข็มตำคล้ายไม่รู้ตัว
ฮูหยินเสนาบดีฝ่ายขวาอุทาน “ตายจริง” ก่อนรีบคว้ามือนางมาแล้วกล่าวด้วยโทสะ “หลายวันนี้เจ้ายังคิดไม่ได้อีกรึ ไม่ว่าอย่างไร ตลอดชาตินี้เจ้าก็ออกเรือนกับฉินเจิงไม่ได้ ตัดใจเสียเถอะ”
หลี่หรูปี้พยักหน้า พึมพำขึ้น “ตัดใจแล้ว”
ฮูหยินเสนาบดีฝ่ายขวาเห็นท่าทางของนางก็รู้สึกใจเสียตามจึงกลั้นใจไม่ตำหนิเพิ่มอีก
ภายในจวนหย่งคังโหว หลังเยี่ยนหลันทราบข่าวในวังหลวงก็ดีใจใหญ่ “นี่ถึงจะเป็นฉินเจิง”
ฮูหยินหย่งคังโหวถลึงตาใส่นาง ก่อนทอดถอนใจกล่าว “พี่ชายเจ้าบอกว่าท่านอ๋องน้อยเจิงต้องกลับมาทันวันราชาภิเษกของฝ่าบาทเป็นแน่ เขามิได้พูดผิดไปจริงๆ”
“ตอนนั้นท่านยังไม่ชอบฟางหวา ตอนนี้คงทราบแล้วกระมัง นางเป็นคนที่ถึงท่านพี่คิดแย่งชิงมาก็ทำมิได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนั้นท่านยังเอาแต่ถ่วงรั้งเขา” เยี่ยนหลันกล่าว
ฮูหยินหย่งคังโหวยกมือตีนาง “อย่าพูดแทงใจดำ” เสร็จแล้วก็กล่าวต่อ “เป็นแม่เองที่สายตาคับแคบ มองแค่เพียงภายนอกเท่านั้น แต่ก็โชคดีแล้วที่ตอนนั้นแม่ต่อต้านแทบตาย มิฉะนั้นถ้าพี่ชายเจ้าติดกับดักไปอีกคน ถอนตัวออกมามิได้คงเจ็บปวดหัวใจแย่”
“ตอนนั้นเขาเจ็บปวดหัวใจไปแล้ว เพียงแต่ท่านมิได้สนใจเท่านั้นเอง” เยี่ยนหลันบอก
“โชคดีที่เขาหนีไป ถ้ามิอย่างนั้นแม่คงทำลายชีวิตเขาไปแล้วจริงๆ” ฮูหยินหย่งคังโหวถอนหายใจ
“นี่ก็ต้องขอบคุณฟางหวาเช่นกัน นางเป็นคนที่คอยช่วยเหลือท่านพี่หนีจากสายลับราชสำนักกับคนของจวนเราไปยังเป่ยฉีอย่างลับๆ” เยี่ยนหลันตอบ
“นี่ก็ควรขอบคุณ คิดดูแล้วจวนของเรามีเรื่องต้องขอบคุณนางเยอะมาก” ฮูหยินหย่งคังโหวพยักหน้า “วันนั้นเจ้ากับข้าไปให้นางตรวจชีพจรในวังหลวง ข้ายังคิดว่านับจากนี้นางจะกลายเป็นฮองเฮาแล้วจริงๆ ไม่นึกเลยว่าท่านอ๋องน้อยเจิงเป็นตายก็ไม่ยอมปล่อยมือ แย่งกลับคืนมาจนได้”
“ที่เหนือความคาดหมายที่สุดคือพระราชโองการสั่งเสียของอดีตฮ่องเต้ ไม่นึกเลยว่าจะทรงออกพระราชโองการเช่นนี้ไว้” เยี่ยนหลันกล่าว
“ใช่แล้ว คงไม่มีผู้ใดคาดถึง” ฮูหยินหย่งคังโหวกล่าว “ฝ่าบาทเองก็ทรงคาดไม่ถึงเช่นกัน”
“คิดดูแบบนี้แล้วฉินอวี้ช่างน่าสงสารนัก หากไม่มีพระราชโองการสั่งเสีย ฉินเจิงคงมิได้พาฟางหวาออกจากวังมาอย่างง่ายดายขนาดนั้นแน่นอน” เยี่ยนหลันเอามือเท้าคาง เอ่ยขึ้นอย่างดีใจ “แต่หลังนางออกจากวังแล้วกลับจวนอิงชินอ๋อง หากข้าอยากไปหานาง ย่อมสะดวกกว่าวังหลวงนัก”
“เจ้ารู้จักแต่จะเที่ยวเล่น” ฮูหยินหย่งคังโหวดันหน้าผากนางแล้วตำหนิ “ห้ามเรียกพระนามของฝ่าบาท เขาเป็นฝ่าบาทแล้ว แผ่นดินอยู่ในกำมือ หลังจากนี้คงมีหญิงงามอีกเป็นกอง ไหนเลยจะน่าสงสาร”
“หญิงงามมากน้อยก็มิอาจเทียบหนึ่งในใจได้ อดีตฮ่องเต้ก็ทรงมีหญิงงามเต็มวังหลังเช่นกัน มิใช่เพราะคะนึงหาแต่พระชายาอิงชินอ๋องหรือ” เยี่ยนหลันทำปากจู๋ กล่าวอย่างไม่ยอมแพ้
ฮูหยินหย่งคังโหวอึ้ง เถียงไม่ออก
จวนเสนาบดีฝ่ายซ้าย จวนสำนักวิชาขั้นสูงฮั่นหลิน จวนผู้ตรวจการ และจวนขุนนางชั้นผู้ใหญ่ใน
ราชสำนัก กระทั่งเหล่าครอบครัวต่างกำลังพูดถึงเรื่องนี้โดยมิได้นัดหมาย
วันราชาภิเษกของฝ่าบาท ท่านอ๋องน้อยเจิงก่อเรื่องในวังหลวงใหญ่โตแล้วนำคุณหนูฟางหวากลับไป ชั่วเวลานั้นก็เผยแพร่ออกไปทั้งในและนอกเมืองหลวง
เรื่องแบบนี้ กระทั่งหลายปีข้างหน้าก็คงยังไม่จบลง
คนที่จวนอิงชินอ๋องส่งออกไปตามหาตลอดหนึ่งวัน ทว่าก็หาที่อยู่ของฉินเจิงไม่เจอ หลังออกจากเมืองทิศเหนือก็ไม่มีผู้ใดทราบว่าเขาหายไปไหน มิทราบร่องรอยใดใด
พวกซื่อฮว่ากับซื่อม่อแปดคนก็หาร่องรอยฉินเจิงไม่พบเช่นกัน จึงย้อนกลับมาจวนอิงชินอ๋องอย่าง
อับจนหนทาง
“เจ้าเด็กบ้าคนนี้ เขาพาหวาเอ๋อร์ไปไหน ถึงเขานิสัยไม่ดีแบบนั้น แต่ก็คงไม่ทำอันใดหวาเอ๋อร์หรอกกระมัง” พระชายาอิงชินอ๋องทั้งกังวลทั้งโกรธเคือง
“คนเป็นมารดาบนโลกนี้เจ้าคงเหนื่อยที่สุดแล้ว ตอนยังมิกลับมาก็เฝ้ารอเขากลับมา พอเขากลับมาแล้วก็ไม่กลับจวน ทั้งต้องออกตามหาทุกหนแห่ง ตอนนี้ยังต้องเป็นห่วงหวาเอ๋อร์เพิ่มอีก ทุกวันนี้เจ้าเป็นทุกข์มากที่สุดแล้ว” อิงชินอ๋องมองพระชายาอย่างจนใจ
“ก็น่าเป็นห่วงเสียขนาดนั้น” พระชายานวดหน้าผาก “ข้ากลัวว่าพวกเขาจะทำร้ายกันและกันอีก”
“ถึงทำร้ายกันและกัน เจ้าก็ช่วยอันใดมิได้” อิงชินอ๋องบอก
“ช่างเถอะๆ ไม่สนใจแล้ว” พระชายาอิงชินอ๋องโบกมือ
“วันนี้ไม่กลับมา บางทีพรุ่งนี้อาจกลับมาแล้ว นอนกันเถิด” อิงชินอ๋องลูบปลอบพระชายา
พระชายาอิงชินอ๋องพยักหน้า
ทว่าวันถัดมา ฉินเจิงก็ยังไม่พาเซี่ยฟางหวากลับจวน และยังคงมิทราบร่องรอย
ฮ่องเต้องค์ใหม่ราชาภิเษกวันที่สองก็มิได้มีการว่าราชการยามเช้าเช่นกัน
เหล่าขุนนางล้วนรอกันอยู่ภายในตำหนักจินเตี้ยน ยามเสี่ยวเฉวียนจื่อประกาศว่าวันนี้งดว่าราชการยามเช้า เสนาบดีฝ่ายซ้ายก็คว้าตัวเขาไว้ แล้วเอ่ยถามว่าฝ่าบาทเป็นเช่นไรบ้างอย่างระวัง
เสี่ยวเฉวียนจื่อถอนหายใจออกมา ก่อนตอบเสียงเบา “เมื่อวานฝ่าบาทเอาแต่ขังองค์เองอยู่ในห้องทรงอักษร จนป่านนี้ยังก็มิออกจากห้องทรงอักษรเลยขอรับ”
“เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ฝ่าบาทมิได้เป็นอันใดใช่ไหม” เสนาบดีฝ่ายซ้ายตกใจ
“นายท่านเสนาบดีวางใจเถิด บ่าวติดตามฝ่าบาทมาตั้งแต่ยังเยาว์ ฝ่าบาทเพียงต้องการสงบพระอารมณ์สักสองวัน” เสี่ยวเฉวียนจื่อส่ายหน้า
เสนาบดีฝ่ายซ้ายได้ยินแบบนั้นก็โล่งใจ ก่อนกำชับว่า “ต้องดูแลฝ่าบาทให้ดีนะ”
เสี่ยวเฉวียนจื่อพยักหน้า
ในเมื่องดว่าราชการยามเช้า เหล่าขุนนางจึงได้แต่แยกย้ายกัน ต่างคนต่างไปลงชื่อในตำแหน่งของตนเองให้เห็นหน้าเห็นตาพอเป็นพิธี
ตอน 2
บทที่ 1
ตอนที่ 1-2 เรือนในหุบเขาลึก
ติดต่อกันเป็นวันที่สาม ยังคงไร้ข่าวคราวว่าฉินเจิงพาเซี่ยฟางหวาไปไหน
พระชายาอิงชินอ๋องอย่างไรก็นั่งไม่ติดแล้ว ขณะกำลังโยกย้ายคนในจวนทั้งหมดออกไปตามหา
ชิงเหยียนก็ปรากฏตัวขึ้นที่จวนอิงชินอ๋อง แล้วถ่ายทอดข้อความของฉินเจิงให้พระชายาฟัง บอกพระชายาว่าให้สบายใจได้ เขากับเซี่ยฟางหวาปลอดภัยดี ถึงเวลาควรกลับจวนเมื่อใดก็จะกลับมาเอง
พระชายาอิงชินอ๋องสบายใจในที่สุด ขณะจะเอ่ยถามชิงเหยียน เขาก็ออกไปจากจวนอิงชินอ๋องจนไม่เห็นแม้แต่เงาแล้ว
พระชายาอิงชินอ๋องจนใจ ตำหนิอย่างมีน้ำโห “สมกับที่เป็นนายบ่าวกันไม่มีผิด แม้แต่จะขยายความให้มากหน่อยยังไม่ยอมพูด”
“พระชายาวางใจได้แล้ว ท่านอ๋องน้อยบอกว่าปลอดภัยดีก็ย่อมเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” ชุนหลันปลอบใจ
“ก็จริง ครั้งนี้เขาพาหวาเอ๋อร์ออกไปจากวังโดยพลการ ไม่รอให้นางตอบตกลงก่อน ทั้งคู่คงหาสถานที่ปลีกวิเวกจากความวุ่นวาย จะได้พูดคุยกันดีๆ” พระชายาอิงชินอ๋องพยักหน้า
“ต้องเป็นเหตุผลนี้แน่เจ้าค่ะ ท่านอ๋องน้อยของเราฉลาดจะตาย” ชุนหลันพยักหน้าเห็นด้วย
พระชายาอิงชินอ๋องพลันยิ้มออกมา มองค้อนชุนหลันแวบหนึ่ง “สมกับที่เจ้าเห็นเขาเติบโตมา รู้จักแต่ชื่นชมเขา”
ชุนหลันเองก็ยิ้มออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
เมฆครึ้มในจวนอิงชินอ๋องมลายหาย หลังเรียกตัวคนที่ส่งออกไปตามหากลับมา ที่สุดแล้วก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาบ้าง
สามวันให้หลัง ฉินอวี้ก็เข้าว่าราชการยามเช้า
เหล่าขุนนางยืนเรียงกันเป็นสองแถว ไม่มีผู้ใดขาดการประชุมแม้แต่คนเดียว หลังรอฉินอวี้เข้าว่าราชการยามเช้าก็ลอบมองพระพักตร์ของฝ่าบาทอย่างระวัง พบว่าสามวันที่มิได้พบฝ่าบาท ทรงดูอิดโรยกว่าเมื่อวันราชาภิเษกมาก ทว่ายังดีที่พระพักตร์กลับมาเป็นปกติ อบอุ่นอ่อนโยนเฉกเช่นเมื่อก่อน มองไม่เห็นมรสุมพายุเหมือนวันนั้นอีกจึงต่างพากันถอนใจโล่งอก
จักรพรรดิขุนนางหารือราชการ หลังงดว่าราชการสามวันนับตั้งแต่ฮ่องเต้องค์ใหม่ราชาภิเษก วันนี้เป็นการเปิดบทปฐมฤกษ์ของราชสำนักรัชสมัยใหม่อย่างเป็นทางการ
หลังเลิกว่าราชการ หลี่มู่ชิงกับเยี่ยนถิงก็ชวนกันไปโรงน้ำชา
โรงน้ำชาหลังนี้ค่อนข้างเป็นส่วนตัว ทั้งสองจึงพูดคุยกันได้โดยไม่ต้องเลี่ยง
เยี่ยนถิงคาดการณ์ด้วยความสงสัย ก่อนเอ่ยถามหลี่มู่ชิง “เจ้าว่าฉินเจิงพาฟางหวาไปไหน ไฉนร่องรอยสักนิดเดียวก็ตามหาไม่พบ เป็นสถานที่ที่แม้แต่พวกเรายังหาไม่เจอ จะเป็นที่ใดไปได้”
“เขามิอยากให้ใครหาพบเป็นทุนเดิม สถานที่ที่เขาไม่อยากให้ใครหาพบ ผู้คนมากน้อยก็ย่อมหาไม่เจอเช่นกัน” หลี่มู่ชิงส่ายหน้า
“น่าแปลกใจยิ่งนัก แต่เล็กจนโต หลายปีที่ผ่านมาพวกเราคบหาเขาเป็นพี่น้องได้สูญเปล่ามาก”
เยี่ยนถิงกล่าว “ไม่รู้ว่าเขายังมีที่ซ่อนตัวอีกมากน้อยเท่าไร”
“ถึงเป็นพี่น้องก็ใช่ว่าจะบอกกันได้ทุกเรื่อง ตอนนั้นหากเจ้าไม่ปิดบังเรื่องที่มีใจให้ฟางหวา บอกเขาตั้งแต่เนิ่นๆ เขาคงตีเจ้าให้ตายตั้งแต่อยู่ครรภ์แล้ว คงไม่ปล่อยเจ้ามาหนีไปเพราะรักในภายหลังหรอก” หลี่มู่ชิงหลุดยิ้ม
“อย่าพูดแทงใจดำ” เยี่ยนถิงยกเท้าเตะหลี่มู่ชิง
หลี่มู่ชิงชักขาหลบว่องไว จึงโดนเพียงแค่ชายเสื้อเท่านั้น ยิ้มถามว่า “หรือข้าพูดผิด”
เยี่ยนถิงครุ่นคิดแล้วก็หัวเราะออกมา “ก็ถูก คนที่เขาชอบ ขอเพียงข้ามีแนวโน้มแม้แต่นิดเดียวจะต้องถูกเขากำจัดทิ้งเป็นแน่” พูดจบ เขาก็ยิ่งขำ “แต่ข้าพอจะทราบความรู้สึกที่เขามีต่อฟางหวาบ้าง ถึงอย่างไรตอนนั้นเขาก็ขยันวิ่งไปยังจวนจงหย่งโหวบ่อยกว่าข้าเสียอีก ขอเพียงพี่จื่อกุยเริ่มไม่สบายเพียงเล็กน้อย เขาก็ส่งหมอหลวงซุนไปหาแล้ว เป็นตอนนั้นเองข้าถึงรู้สึกตัว ไม่กล้าบอกเขา”
“น่าเสียดายหมอหลวงซุนแล้ว” หลี่มู่ชิงกล่าว
“นั่นสิ นึกไม่ถึงเลยว่าจะถูกสังหาร” เยี่ยนถิงถอนหายใจออกมา “ตอนนี้ในเมืองไม่มีหมอหลวงฝีมือดีคนไหนอีกแล้ว”
“ยังมีใต้เท้าหานกรมอาญาด้วย น่าเสียดายเช่นกัน” หลี่มู่ชิงกล่าวอีก
“จากเมืองไปตั้งนาน พลาดเรื่องสำคัญไปมากมาย” เยี่ยนถิงพลันเอ่ยขึ้นมาอีก “เจ้าว่า ฉินเจิงคงไม่โกรธฟางหวาจริงๆ แล้วทำอันใดนางหรอกกระมัง”
“เจ้ากังวลไปแล้ว” หลี่มู่ชิงหลุดยิ้ม “วางใจเถอะ เขาทำไม่ลงหรอก”
เยี่ยนถิงกะพริบตาปริบ ก่อนตบขาฉาดใหญ่ “ก็จริง เขามันเสือกระดาษ กับคนที่รักสุดดวงใจย่อมทำอันใดไม่ลง”
หลี่มู่ชิงพยักหน้า
ทั้งในและนอกเมืองหลวงล้วนวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์วันราชาภิเษกของฮ่องเต้องค์ใหม่ตลอดเวลา โดยวนอยู่ที่ฉินเจิง ฉินอวี้ และเซี่ยฟางหวาจนเขียนเป็นตำรามหากาพย์ได้เล่มหนึ่งก็มิปาน โรงน้ำชาร้านเหล้าแม้มิกล้าเอ่ยถึงพระนามของฮ่องเต้องค์ใหม่ตามอำเภอใจ แต่จำต้องเปิดฉากบรรยายทุกวัน คนที่พอจะมีความรู้อยู่บ้างก็พ่นสิ่งที่อยากพูดออกมาอย่างรวดเร็ว ถ้ามิพูดถึงคงอึดอัดแย่ เล่าถึงสามส่วน วิจารณ์อีกเจ็ดส่วน มีคนเบียดเสียดหนาแน่นเพื่อที่จะฟังการบรรยายนี้ทุกวัน จำนวนมากเท่าที่สถานที่นั้นๆ จะรับปริมาณคนไหว
ตัวละครหลักที่ถูกหลายคนวิจารณ์อย่างฉินเจิงกับเซี่ยฟางหวา ยามนี้กลับอยู่ที่เรือนในหุบเขาลึก
ที่นี่ไม่มีใครนอกจากชิงเหยียนผู้เป็นสายลับ แม้แต่บ่าวไพร่สาวใช้สักคนก็หาไม่
เรือนหลังนี้มิใช่หมู่บ้านอันงดงามวิจิตร หากแต่เป็นบ้านเรือนธรรมดาขนาดไม่กี่ห้อง การตกแต่งภายในก็มิได้หรูหราเช่นกัน เหมือนครอบครัวที่พอจะมีกินมีใช้ทั่วไป รอบนอกล้อมด้วยรั้วที่สานจากไม้ไผ่
เซี่ยฟางหวาหมดสติไปหนึ่งวันเต็ม เมื่อฟื้นมาก็พบว่าตนนอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่ เครื่องเรือนภายในห้องทุกชิ้นล้วนแปลกตาอย่างยิ่ง
นางค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่งเชื่องช้า รู้สึกได้ถึงความเจ็บระลอกหนึ่งด้านหลังต้นคอ นางเอื้อมมือไปลูบบริเวณนั้นที่เจ็บปวดมาก สมองพลันสะท้อนภาพเหตุการณ์ที่ฉินเจิงลงมือกับนางในวังหลวง โดยใช้ฝ่ามือสับลงบนต้นคอจนนางหมดสติไป เหตุการณ์หลังจากนั้นก็ไม่มีในความทรงจำอีกเลย
นางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเป็นปม ก่อนพินิจมองเครื่องเรือนภายในห้อง
ภายในห้องนอกจากเครื่องเรือนค่อนข้างเก่าก็ไม่มีผู้ใดเลยสักคน
นางมองทั่วห้องรอบหนึ่ง ก่อนเบนสายตามองไปนอกหน้าต่าง ม่านโปร่งบางปิดลูกกรงเอาไว้ คลับคล้ายคลับคลาว่ามองเห็นกำแพงรั้วไผ่ด้านนอก เดิมมิใช่สถานที่ที่นางคุ้นเคยแต่อย่างใด
นางลุกลงจากเตียง ก้าวเท้าไวๆ ไปยังประตูแล้วผลักออก
เวลาล่วงเลยสู่ยามบ่ายแล้ว แดดข้างนอกจ้ายิ่ง สะท้อนลงมาจนนางต้องยกมือป้องดวงตา
“ฟื้นแล้วหรือ” เสียงของฉินเจิงดังมาจากเบื้องหน้า
เซี่ยฟางหวาลดข้อมือลงเชื่องช้า ตวัดตามองฉินเจิงที่เดินเข้ามาจากบานประตูบนกำแพงรั้วไผ่ มือหนึ่งถือคันธนู มือหนึ่งถือไก่ฟ้า ภายใต้แสงแดดที่ส่องลงมา ถึงแม้ในมือเขาถือไก่ฟ้าอยู่ ทว่าเขายังคงหล่อเหลาเกินบรรยาย
ใครก็ตามที่เห็นเขาคงไม่นึกว่าเป็นชายหนุ่มในชนบทเป็นแน่ แต่เป็นคุณชายบริสุทธิ์สูงส่งซึ่งมีท่วงท่าสง่างามอย่างเห็นได้ชัด
นางหรี่ตาลง นิ่งมองเขา
ฉินเจิงวางคันธนูลง มิได้รีบเดินเข้ามาหา แต่เปลี่ยนเส้นทางเดินไปยังห้องครัว พลางเอ่ยบอกนาง “ในเมื่อตื่นแล้วก็ยืดเส้นยืดสายสักหน่อย แล้วมาช่วยข้าทำอาหาร”
น้ำเสียงทั่วไป ประหนึ่งพวกเขามิได้ทะเลาะกันแม้แต่น้อย
เซี่ยฟางหวามองเขาไม่พูดจา
ฉินเจิงหายเข้าไปในห้องครัว ไม่นานก็มีเสียงภาชนะกระทบกันดังออกมา
เซี่ยฟางหวาจ้องประตูห้องครัวเป็นนานก่อนละสายตากลับมา มองไปยังนอกกำแพงรั้วไผ่ พบว่ารอบบริเวณเป็นป่าเขา เรือนหลังนี้ตั้งอยู่กลางแนวสันเขา แม้ถูกล้อมด้วยป่าไม้ แต่กลับบดบังแสงตะวันมิได้ แดดแรงกล้ายังส่องมาถึงเรือนหลังนี้
รอบบริเวณเงียบสงัดอย่างยิ่ง ได้ยินเพียงเสียงนกร้องที่บังเอิญบินผ่านมาเป็นครั้งคราว
ที่นี่คือที่ใดมิอาจแยกออก แต่สิ่งเดียวที่ทราบคือ ที่แห่งนี้มิได้อยู่ในอาณาเขตเมืองหลวงเป็นแน่ เพราะภายในรัศมีหนึ่งร้อยลี้จากเมืองหลวง นอกจากวัดฝ่าฝอซื่อแล้วก็ไม่มีป่าไม้แบบนี้อีก แต่ถึงวัดฝ่าฝอซื่อมีป่าก็มิได้มีภูมิประเทศแบบนี้
โดยเฉพาะค่ายกลอันประณีตที่กางอยู่รอบนอกนั่น
ค่ายกลแบบนี้นางมองแวบเดียวก็ทราบทันทีว่าเป็นค่ายกลปิดตาย มีทางเข้า หากแต่ไร้ทางออก
ฉินเจิงชะโงกศีรษะออกมาจากห้องครัว มองนางแวบหนึ่ง พบว่านางกำลังยืนหรี่ตาหน้าประตู นิ่งไม่ไหวติง จึงเลิกคิ้วเอ่ยถาม “กำลังคิดว่าที่นี่คือที่ใดรึ”
เซี่ยฟางหวาหันมามองเขา
“หรือกำลังคิดว่าจะทำลายค่ายกลออกไปอย่างไร” ฉินเจิงถามอีก
“อย่าบอกว่าเจ้าจะใช้ค่ายกลขังข้าไว้ที่นี่ตลอดชีวิต” เซี่ยฟางหวานิ่งมองเขา
ฉินเจิงพลันหัวเราะออกมา “ขังเจ้าตลอดชีวิตแล้วอย่างไร ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นภรรยาของข้า อย่าว่าแต่ชาตินี้เลย ถึงชาติหน้าก็อย่าได้คิดว่าจะหนีข้าพ้น”
เซี่ยฟางหวาเห็นเขาหัวเราะ ชั่วขณะนั้นก็รู้สึกตาพร่า กล่าวด้วยโทสะ “ใครเป็นภรรยาเจ้า ข้ากับเจ้ามิได้เกี่ยวข้องกันแล้ว”
ฉินเจิงเลิกคิ้ว ทิ้งงานในมือโดยพลัน ก่อนล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบม้วนพระราชโองการสีทองอร่ามออกมาโยนให้นาง “เจ้าอ่านดูเอาเอง”
เซี่ยฟางหวายื่นมือรับแล้วกางออก นึกไม่ถึงว่าเป็นพระราชโองการสั่งเสียของอดีตฮ่องเต้
“เป็นเช่นไร เจ้ามิใช่ภรรยาของข้า แล้วใครเป็นภรรยาข้า” ฉินเจิงเหลือบมองนาง “เจ้ายังมีถ้อยคำจะโต้แย้งอีกหรือไม่”
เซี่ยฟางหวาพูดไม่ออกชั่วขณะ หลังเงียบลงเป็นนานก็พลันตวัดตามองเขา กล่าวอย่างจริงจัง “ในนี้มิใช่เขียนว่าหากไม่ปรองดองกันอีก ย่อมแยกจากกันได้โดยความสมัครใจรึ”
ใบหน้าปกติสุขของฉินเจิงแปรเปลี่ยนโดยพลัน โยนฟืนในมือที่เพิ่งหยิบขึ้นมาทิ้งไป ลั่นวาจาโหดเ**้ยม “เจ้าฝันไปเถอะ”
ตอน 3
บทที่ 2
ตอนที่ 2-1 ชาติก่อนชาตินี้
หากพิจารณาตามการเปลี่ยนสีหน้าเร็วกว่าพลิกหน้าตำรา ถ้าในปัจจุบันท่านอ๋องน้อยเจิงครองที่สอง ก็ไม่มีผู้ใดกล้าครองที่หนึ่ง
แน่นอนว่าเขาเองก็มิได้เกิดโทสะง่ายๆ เช่นกัน
หากแต่เซี่ยฟางหวาเอ่ยประโยคเดียวก็ทำให้เขาข่มโทสะไม่ไหวอย่างง่ายดาย
บนโลกนี้นอกจากนางก็ไม่มีผู้ใดทำได้อีกแล้ว
เซี่ยฟางหวามองสีหน้าของเขาที่แปรเปลี่ยนโดยพลัน ตัวเขาราวกับมีเมฆครึ้มปกคลุม แสดงท่าทางแทบอยากจะกลืนกินนางด้วยความโหดเ**้ยม โทสะในใจนางคลายลงเล็กน้อย แสยะยิ้มเย็นกล่าวกับเขา
“ฉินเจิง แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าเผด็จการอย่างหาใดเปรียบ ไม่เคยคำนึงถึงความยินยอมจากข้า หรือว่าเจ้าอยากให้พวกเราแค้นเคืองกันแบบนี้ กลายเป็นคู่รักคู่แค้นกันตลอดชีวิต”
ใบหน้าฉินเจิงเคร่งขรึมขึ้น
“ข้าไม่คิดว่าแค่พระราชโองการเดียวจะทำให้เจ้าเหนี่ยวรั้งข้าและความสัมพันธ์ของเราได้ อดีตฮ่องเต้สวรรคตไปแล้ว ก่อนสวรรคตยังกระทำเรื่องน่าขันเช่นนี้อีก ข้าว่าพระองค์อยากจะทิ้งความน่าอับอายไว้หมื่นปีจริงกระมัง” เซี่ยฟางหวาโยนพระราชโองการคืนให้เขา
ฉินเจิงรับพระราชโองการ เส้นเลือดเขียวบนหน้าผากเต้นตุบ
เซี่ยฟางหวาก้าวเท้าเดินออกไปข้างนอก
“เจ้าจะไปไหน” ฉินเจิงผละจากห้องครัวมาคว้ากายนาง
“ออกไป” เซี่ยฟางหวาตอบ
“เจ้าคิดว่าตัวเองจะทำลายค่ายกลนี้ได้หรือ จะออกไปได้หรือ” ฉินเจิงบีบข้อมือนางแน่น
“ถึงออกไปมิได้ มากสุดก็แค่ตายอยู่ในค่ายกลนี้” เซี่ยฟางหวากล่าว
โทสะของฉินเจิงพลุ่งพล่านในแววตา จ้องนางเขม็ง เนิ่นนานกว่าจะกัดฟันกล่าว “เจ้าดี ดีเหลือเกิน รู้ดีที่สุดว่าทำเช่นไรถึงจะยั่วโทสะข้าได้” หยุดชั่วครู่ก่อนลั่นวาจาแค้นเคือง “ถึงแม้เจ้าตายไปแล้วอย่างไร ก็ทำได้เพียงเป็นภรรยาข้าเช่นกัน ถูกฝังลงโลงไปพร้อมกับข้า อย่าได้คิดอีกว่ามิได้เกี่ยวข้องกับข้าแล้ว”
เซี่ยฟางหวาหันมามอง เกิดโทสะด้วยเช่นกัน “ฉินเจิง เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่”
มรสุมในแววตาฉินเจิงคลายลงเชื่องช้า แก้วตาใสกลับคืนมา มองนางพร้อมเน้นย้ำทีละคำ “ข้ามิใช่คน หากข้าเป็นคน ปีนั้นคงไม่ยืนมองเจ้าไปเรียนวิชาที่เขาไร้นามโดยไม่เอ่ยห้าม เฝ้ารอมาแปดปี มิง่ายกว่าจะได้เห็นเจ้ากลับมา ทำทุกวิถีทางเพื่อกักเจ้าไว้ข้างกาย กลับยังทำให้เจ้าเติบโตมามีพรสวรรค์ ในทางกลับกันสิ่งที่ได้เรียนรู้มาล้วนเป็นดาบที่ใช้ปลิดหัวใจข้า ข้าควรขังเจ้าไว้ในกรงตั้งแต่คราแรก เลี้ยงเจ้าเป็นนกคีรีบูนเหมือนกับชาติก่อน…”
เซี่ยฟางหวาตัวแข็งทื่อในบัดดล ใบหน้าเยือกเย็นทันใด “เจ้ามีความทรงจำชาติก่อนดังคาด และปิดบังข้ามาโดยตลอด”
ฉินเจิงเม้มปาก เงียบเสียงลง
“ข้าโง่เอง ถ้ามิใช่เจ้ามีความทรงจำชาติก่อน ไหนเลยจะรอข้ากลับมาจากเขาไร้นามตั้งแต่ยังอายุน้อยขนาดนั้น บอกกับข้าว่าเฝ้าถวิลหานับแปดปี ถ้ามิใช่…” เซี่ยฟางหวาตัวสั่นสะท้านขึ้นมา
“มิใช่แค่แปดปี สองชาติรวมเข้าด้วยกัน ล้วนทำให้เวียนกลับมาเกิดใหม่ได้” ฉินเจิงเอ่ยขัด
เซี่ยฟางหวามองเขา ร่างกายสั่นสะท้านยิ่งกว่าเดิม “เจ้าชอบข้าในชาติก่อน คิดหาทางเปลี่ยนข้ากลับไปเป็นอย่างเมื่อชาติก่อนทุกย่างก้าว แบบที่เติบโตมาในหอนอน ไม่รู้ความทางโลก คอยพึ่งพาเจ้า ชอบเจ้า เชื่อฟังเจ้า ไม่ต้องคิดมากพะว้าพะวง เพียงหลงใหลและรักแค่เจ้า…”
ฉินเจิงย่นหัวคิ้ว
เซี่ยฟางหวาสะบัดมือเขาออกอย่างแรง ถึงแม้ฉินเจิงจับไว้แน่น แต่ก็ต้านแรงมหาศาลภายใต้โทสะของนางมิได้ นางตะโกนอย่างเหลืออด “ฉินเจิง เจ้าเปิดตาดูให้กว้าง ข้ามิใช่เซี่ยฟางหวาคนนั้นอย่างในชาติก่อนอีกแล้ว ถึงแม้เจ้าใช้สารพัดวิธี ข้าก็มิอาจเปลี่ยนกลับไปเป็นแบบนั้นได้ เจ้าตัดใจเสียเถอะ”
“ใครอยากเปลี่ยนเจ้ากลับไปกัน เป็นเจ้าที่หลังความทรงจำกลับมา เดิมแก้ปมในใจตนเองมิได้ หากข้าอยากเปลี่ยนเจ้ากลับไปเป็นอย่างชาติก่อนจริงล่ะก็ ไฉนข้าถึงปล่อยเจ้าไปเขาไร้นาม” ฉินเจิงโกรธจัดแต่แค่นหัวเราะ
“เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าเจ้าไม่เคยคิดเปลี่ยนข้ากลับไปเป็นอย่างชาติก่อน” เซี่ยฟางหวามองเขา “ตั้งแต่ข้ากลับมาจากเขาไร้นาม เจ้าทำทุกวิถีทางเพื่อขังข้าไว้ในจวนอิงชินอ๋อง ทำให้ข้าเต็มใจเดินเข้าไปในกระดานหมากของเจ้า เจ้าหาคนมาสอนศิลปะทั้งสี่และงานเย็บปักถักร้อยให้ข้า เปลี่ยนข้ากลับไปเป็นบุตรีตระกูลใหญ่แบบในชาติก่อน ทว่าต่อมาเจ้าก็พบว่าข้ามิได้เหมือนชาติก่อนอีกแล้ว เจ้าอดทนไม่ไหวอีกต่อไป เจ้าทำลายค่ายกลประตูมังกรของอดีตฮ่องเต้จนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ข้าทราบว่าคำสาปเผาใจบนตัวพี่อวิ๋นหลานกำเริบจึงออกจากวังหลวง ครั้นเจ้าทราบว่าข้ากับเขาพักด้วยกันก็บันดาลโทสะ ยิงธนูสามดอกใส่ข้า คิดอยากทอดทิ้งข้า…”
ฉินเจิงยิ่งโกรธทว่าก็ยิ้มออกมา คว้ามือนางมาจับไว้อีกครั้งเพื่อให้มองตน กล่าวอย่างข่มโทสะ “เจ้าช่างคิดแค้นกับเรื่องนี้ของข้าเหลือเกิน ลูกธนูสามดอกนั้นดูเหมือนว่าจะมิได้ทิ้งปมในใจข้า หากแต่สร้างปมในใจเจ้า ทำให้เจ้าไม่แม้แต่จะเชื่อข้าสักนิดนับแต่นั้นมา”
“จะให้ข้าเชื่อเจ้าได้อย่างไร เจ้ามีแต่อุบาย วางแผนตลอดเวลา ทุกๆ ก้าวล้วนเป็นไปตามหมากบนกระดาน มิใช่แค่ข้า แต่ทุกคนข้างกายข้าล้วนถูกดึงไปอยู่ในกระดานหมากของเจ้า…” เซี่ยฟางหวาโมโห
ฉินเจิงเม้มปาก “ข้าวางแผนมาหลายปีก็จริง แต่ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้านั้นเคยเปลี่ยนไปหรือไม่”
“ความรู้สึกที่เจ้ามีต่อข้ามิเคยเปลี่ยน สิ่งที่เจ้าต้องการเดิมมิใช่ข้า แต่เป็นเซี่ยฟางหวาที่โตมาในหอนอน รู้จักเพียงเรื่องประโลมโลก ไม่รู้จักโลกภายนอกคนนั้น…” เซี่ยฟางหวามองเขาด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ
ฉินเจิงถูกกระตุ้นโทสะอีกหน เขายื่นมือไปนวดศีรษะนางอย่างแรง กล่าวด้วยความขุ่นเคือง “ข้าอยากผ่าสมองเจ้าออกมาดูนักว่าเจ้าคิดอะไรในหัวบ้าง หัวใจของเจ้าเป็นสีดำหรือไม่ ใช่จมอยู่กับปัญหาที่ไม่มีทางแก้จนแข็งทื่อไปหมดแล้วหรือไม่ ครั้นหาทางออกมิได้ก็เข้าใจข้าผิดขนาดนี้”
“สมองข้ากระจ่างแจ้งดีมาก” เซี่ยฟางหวาปัดมือเขาออกทันที
“กระจ่างแจ้งเรื่องใด เจ้ารู้แค่ตัวเองตายไปพร้อมกับเซี่ยอวิ๋นหลานที่ลำน้ำสวินสุ่ยน่ะหรือ เจ้ารู้แค่ว่ายามตระกูลเซี่ยถูกกำจัดเมื่อชาติก่อน ฉินอวี้เป็นคนช่วยเจ้าออกมาใช่หรือไม่ ดังนั้นชาตินี้ เมื่อความทรงจำเจ้ากลับคืนมาจึงตอบแทนบุญคุณพวกเขาเท่านั้นใช่หรือไม่ แล้วข้าเล่า สิ่งเหล่านั้นที่ข้าทำเพื่อเจ้าป้อนให้สุนัขกินหมดแล้วรึ” ฉินเจิงกล่าวด้วยโทสะ
“สิ่งที่เจ้าทำให้ข้าคือการแต่งกับหลี่หรูปี้” เซี่ยฟางหวาก็โกรธเช่นกัน “เจ้าอยากให้ข้าจำสิ่งนี้ได้แม่นยำแค่ไหนกัน”
ฉินเจิงโกรธจนพูดไม่ออก สักพักถัดมาก็กล่าวอย่างหมดแรง “ไฉนเจ้าถึงเชื่อเซี่ยอวิ๋นหลานขนาดนี้ ไม่เชื่อข้าเลยแม้แต่น้อย…”
“เพราะนี่คือความจริง” เซี่ยฟางหวาบอก
ฉินเจิงเดือดจัด “ความจริงอันใด หูฟังจริงหรือเท็จ สิ่งที่ตาเห็นใช่เป็นความจริงเสมอไป” พูดจบ เขาก็ผลักอกนางอย่างแรง “หากใช้ตรงนี้ตัดสิน เจ้าว่าถ้าใช้หัวใจตัดสิน ข้าดูเป็นคนที่จะแต่งกับหลี่หรูปี้หรือไม่”
เซี่ยฟางหวาถูกเขาผลักจนถอยไปสองก้าว หัวใจพลันเจ็บปวดขึ้นมา นางปัดมือเขาออก ไม่เอ่ยคำใด
“ตอบมาสิ” ฉินเจิงมองนาง “ใช้หัวใจตัดสินได้หรือยัง หากยังไม่รู้สึก ต้องให้ข้าควักหัวใจตัวเองมาให้เจ้าดูหรือไม่”
เซี่ยฟางหวาเบือนหน้าหนี
“เจ้าเชื่อเพียงพี่อวิ๋นหลานของเจ้าเท่านั้น” ฉินเจิงมองนาง “เหตุใดที่เมืองผิงหยาง คำสาปเผาใจเขากำเริบ ไฉนถึงมีเพียงเจ้าที่ได้เห็นสารรูปตอนนั้น สารรูปนั้นจะให้ใครเห็นได้ง่ายๆ หรือไม่ เจ้าไม่ลองคิดทบทวนดูหน่อยหรือ เหตุใดข้าถึงยิงธนูสามดอกใส่เจ้าภายใต้ความโกรธ เจ้าถึงคิดว่าข้าตัดความสัมพันธ์กับเจ้าโดยไม่คำนึงถึงชีวิตเจ้าเพียงเพราะโกรธจัดและแรงหึงหวง วันนั้นเจ้าไม่เคยนึกถึงเซี่ยอวิ๋นหลานเลยหรือ”
เซี่ยฟางหวาเงียบ
ฉินเจิงก้าวขึ้นมาหันตัวนางเข้าหา กดมือทั้งสองข้างลงบนไหล่นาง กล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรง “เซี่ยฟางหวา คนอื่นรังแกเจ้า ปิดบังเจ้า หลอกลวงเจ้า ล้อเล่นกับเจ้า เหตุใดเจ้าถึงไม่เคยโกรธ เหตุใดพอเป็นข้า เจ้าถึงได้มุ่งเข้าหาทางตัน จดจำทุกสิ่งไว้ในหัวใจ พอทนไม่ไหวก็ทอดทิ้งข้าอย่างไร้ความปรานี”
เซี่ยฟางหวากัดริมฝีปาก
“ข้าปลอบใจตัวเองว่า เจ้าทำแบบนี้เพราะหัวใจเจ้าสนใจแค่ข้าได้หรือไม่” ฉินเจิงมองนาง ผ่อนน้ำเสียงอ่อนลง กล่าวเน้นย้ำทีละคำ “ชาติก่อนข้ามิได้แต่งกับหลี่หรูปี้ นอกจากเจ้า ข้าก็ไม่แต่งกับสตรีใดอีกแล้ว ส่วนเหตุใดเจ้าถึงเอาแต่พูดว่าข้าแต่งกับหลี่หรูปี้นั้น ตอนนี้ข้ามิอาจกลับไปหาเหตุผลมาพิสูจน์ได้แล้ว ถึงอย่างไรอาจารย์ก็สละชีวิตเพื่อเรื่องนี้ ข้ามิอาจเชิญเขามาทำเรื่องฝืนลิขิตสวรรค์เพื่อแก้ไขโชคชะตาได้อีกแล้ว”
“ชาติก่อนเป็นเจ้าที่ให้นักพรตจื่ออวิ๋นฝืนลิขิตสวรรค์แก้ไขโชคชะตาให้หรือ” เซี่ยฟางหวาหันมาทันที
“เจ้าเสียเลือดมากจนตายไปพร้อมเซี่ยอวิ๋นหลาน เจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร นอกจากฝืนลิขิตสวรรค์แก้ไขโชคชะตา ทำให้เจ้ากลับมาเกิดใหม่ ก็ไม่มีทางอื่นแล้ว” ฉินเจิงมองนาง