ตอน 1
บทที่ 24
บทที่24
ทันทีที่หลินเช่อเข้ามาในรถ เธอก็หมดสติลงในอ้อมแขนของกู้จิ้งเจ๋อ
หญิงสาวไม่รู้เลยว่าเหตุใดอยู่ๆ ร่างกายของเธอก็อ่อนแอขึ้นมาอย่างฉับพลัน แต่กู้จิ้งเจ๋อคิดว่าน่าจะเป็นเพราะบาดแผลของเธอยังไม่ฟื้นฟูจนหายดี
แม้ภายนอกแผลจะดูสมานตัวกันดีแล้ว แต่การเสียเลือดเป็นจำนวนมากในเหตุการณ์ครั้งนั้นก็น่าจะส่งผลทำให้ร่างกายของเธออ่อนแออย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้
กู้จิ้งเจ๋ออุ้มเธอเข้าไปในบ้านและวางเธอลงบนเตียง สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นเมื่อได้เห็นริมฝีปากแห้งแตกและคิ้วที่ขมวดมุ่น
ให้ตายสิยัยนี่… หาเรื่องใส่ตัวได้ตลอดเลยสิน่า
เขาเอื้อมมือไปปัดไล้หน้าผากของเธอแผ่วเบา
เมื่อหญิงสาวรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย คิ้วที่ขมวดอยู่ก็ค่อยๆ คลายออก
ขณะที่กู้จิ้งเจ๋อทำท่าจะเดินออกมา เขาก็รู้สึกได้ถึงมือเล็กๆ ที่คว้านิ้วมือเขาเอาไว้ เขาก้มลงมองใบหน้าซีดเซียวนั้นแล้วจึงตัดสินใจที่จะยังคงนั่งอยู่ที่นี่ ฟันของเธอกระทบกันกึกๆ บ่งบอกให้รู้ว่าเธอกำลังหนาว เขาใช้หลังมืออังหน้าผาก มันร้อนจัดทีเดียว ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจยกผ้าห่มขึ้นแล้วสอดตัวเข้าไปนอนข้างๆ เธอ
เขาจำได้ถึงสมัยที่ตัวเองเป็นไข้สูงตอนยังเป็นเด็ก เขารู้สึกเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวไปทั่วร่าง มือและเท้าเย็นเฉียบเหมือนน้ำแข็ง และมารดาของเขาก็ทำสิ่งเดียวกันกับที่เขากำลังทำอยู่นี่ นั่นคือกอดแขนและขาเขาเอาไว้เพื่อให้อุ่นขึ้นจนกระทั่งสร่างไข้
เขากอดหลินเช่อไว้แน่น แนบชิดกับอก
ก่อนจะเอื้อมมือไปกดกริ่งข้างเตียงเพื่อเรียกหาสาวใช้
“ตามหมอเฉินอวี่เฉิง”
นายแพทย์เฉินมาถึงภายในเวลาอันรวดเร็ว
สาวใช้รีบรายงานว่า “คุณผู้หญิงไม่สบายน่ะค่ะ”
เฉินอวี่เฉิงพึมพำ “นี่เขายอมให้ฉันตรวจคนไข้อื่นตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ”
เขาเป็นนายแพทย์มีชื่อในระดับนานาชาติจนกระทั่งตระกูลกู้มาพบตัวเขาเข้า ในระหว่างการทำงานวิจัยของตัวเอง เฉินอวี่เฉิงได้รับอนุญาตให้ทำหน้าที่เป็นเพียงแพทย์ประจำตัวกู้จิ้งเจ๋อเพียงผู้เดียวเท่านั้น เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ถ้าหากว่าเขาไม่ต้องทำการวิจัยเกี่ยวกับโรค เขาก็ไม่มีโอกาสได้พบเจอคนไข้คนอื่นอีกเลย
เฉินอวี่เฉิงเปิดประตูห้องเข้ามาและได้เห็นกู้จิ้งเจ๋อที่กำลังนอนอยู่บนเตียง ในอ้อมแขนเขาคือหญิงสาวที่กำลังนอนขดตัวราวกับลูกแมวน้อยๆ
“ขอโทษครับๆ ผมไม่รู้ว่าพวกคุณกำลัง…” เฉินอวี่เฉิงรีบลนลานปิดประตูห้อง
สีหน้าของกู้จิ้งเจ๋อเคร่งขรึมขึ้น
“เข้ามาสิ” เขาเรียกผู้เป็นนายแพทย์
เฉินอวี่เฉิงลองคิดทบทวนสิ่งที่ได้เห็นอีกครั้ง พวกเขาไม่ได้กำลังมีอะไรกันอยู่สักหน่อย ทั้งคู่สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยดีด้วยเหตุนี้เมื่อกู้จิ้งเจ๋อส่งเสียงเรียก เขาจึงเปิดประตูห้องอีกครั้ง
กู้จิ้งเจ๋อกำลังมองดูหญิงสาวในอ้อมแขนด้วยความห่วงใยและบอกว่า “เธอเป็นไข้โดยไม่รู้สาเหตุ”
เพียงแค่คืนเดียวที่ต้องอยู่ในสถานีตำรวจแห่งนั้น หลินเช่อก็สลบไสลไม่ได้สติทันทีที่กลับมาถึงบ้าน เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่
เมื่อเฉินอวี่เฉิงเห็นว่ากู้จิ้งเจ๋อไม่ได้พูดเล่น เขาก็รีบปราดเข้าไปดูอาการ
หลังจากได้ตรวจดูแล้ว เขาจึงตอบออกไปด้วยความงุนงงว่า “คุณกู้ครับ ภรรยาของคุณเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา”
“…” กู้จิ้งเจ๋อถามย้ำ “แค่เป็นหวัดหรือ”
“ใช่ครับ เป็นไข้ หายใจติดขัด แล้วก็คออักเสบ นี่เป็นอาการที่ชัดเจนมากของไข้หวัดธรรมดานี่เอง”
กู้จิ้งเจ๋อดูสบายใจขึ้นเล็กน้อยและหันมาบอกว่า “ไปได้แล้ว”
เฉินอวี่เฉิงพูดไม่ออก เขาถูกเรียกตัวมาโดยด่วน แต่แล้วกลับต้องมาตรวจแค่คนที่เป็นไข้หวัดธรรมดา และพอถึงตอนนี้ก็ถูกไล่กลับง่ายๆ อย่างนี้น่ะหรือ
“ท่านครับ มีหมอโรคทั่วไปอยู่มากมายเต็มไปหมด บางทีคราวหน้าท่านอาจจะตามตัวพวกเขามาแทนก็ได้นะครับ”
กู้จิ้งเจ๋อเงียบ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หลินเช่ออย่างไม่ยอมให้คลาดสายตา ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ก็จริงอยู่ ฉันเองก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีปัญหาด้านสุขภาพอะไรมาหลายปีแล้ว นอกจากนี้ก็ยังไม่มีผลลัพธ์อะไรเพิ่มเติมจากการวิจัยของนายด้วย ที่ฉันดีขึ้นมากทุกวันนี้ก็ดูจะไม่ได้เป็นเพราะนายอีก ถ้างั้นคราวหน้าฉันจะเรียกหาหมอทั่วไปแทนก็แล้วกัน นายไม่ต้องมาที่นี่อีกแล้ว”
“…” เฉินอวี่เฉิงรีบตอบอย่างร้อนใจ “ผมแค่ล้อเล่นเท่านั้นน่ะครับ หมอทั่วไปจะไปมีความรู้อะไร ที่คุณผู้หญิงล้มป่วยแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ท่านทำถูกแล้วละครับที่เรียกตัวผมมา”
กู้จิ้งเจ๋อเงยหน้าขึ้นแล้วปรายตามอง ก่อนจะส่งสัญญาณบอกให้ออกไป
แล้วเฉินอวี่เฉิงรีบเผ่นผลุงออกมาอย่างว่องไว
ถึงแม้จะได้รับรู้แล้วว่าเป็นแค่ไข้หวัด แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่อาจเย็นใจได้ เขายังคงกอดเธอเอาไว้แน่น พยายามทำให้มือและเท้าของเธออบอุ่นที่สุด
หลินเช่อรู้สึกราวกับว่าร่างกายเย็นเฉียบของเธอยังคงอยู่ที่สถานีตำรวจ ทุกข์ทรมานโดยปราศจากความช่วยเหลือใดๆ
เธอรู้สึกเหมือนร่างของเธอถูกใครบางคนฉุดให้ลุกขึ้น ใครคนนั้นคว้ามือเธอไว้ แล้วช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้นยืน
แล้วจู่ๆ เธอก็จำได้ว่าตัวเธอกำลังยืนอยู่ข้างฉินชิง หญิงสาวรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพยายามที่จะอ้าปากพูด แต่กลับมีเสียงเล็ดลอดออกมาได้เพียงแผ่วเบายิ่ง “ฉินชิง…”
กู้จิ้งเจ๋อชะงักในตอนแรก ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้ริมฝีปากและตั้งใจฟังให้ดีอีกครั้ง
เธอพร่ำพูดชื่อเดิมซ้ำด้วยอาการพร่ามึน และมันเป็นชื่อของฉินชิงอย่างแน่นอน…
กู้จิ้งเจ๋อปล่อยมือจากร่างเธอทันที เขาลุกขึ้นยืนแล้วจ้องมองหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง
“ฉิน…” เธอยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงผะแผ่ว กู้จิ้งเจ๋อดึงผ้าห่มออก
“หลินเช่อ ตื่นเถอะ ตั้งสติหน่อยสิ ฉันเป็นใคร” เขาพยายามดึงเธอให้ลุกขึ้นจากเตียง ดวงตาดำสนิทเป็นประกายวับวามด้วยความโกรธ
หลินเช่อลืมตา ยังคงงุนงงตั้งตัวไม่ติด เมื่อเธอได้เห็นใบหน้าที่ระบายไปด้วยโทสะของอีกฝ่าย หญิงสาวจึงค่อยๆ ได้สติอย่างช้าๆ
เป็นกู้จิ้งเจ๋อนั่นเอง
“คุณเองเหรอคะ” เธอประหลาดใจที่เขามา
ก็ในเมื่อเธอโทรศัพท์หาเขาไม่ติดนี่นา แล้วเขารู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
กู้จิ้งเจ๋อกลอกตาแล้วยิ้มเย็น “ทำไมเหรอ เสียใจที่กลายเป็นฉันแทนที่จะเป็นฉินชิงที่รักละสินะ”
หลินเช่อตกใจเมื่อได้เห็นความชิงชังลอยกรุ่นอยู่ในสายตาของอีกฝ่าย แล้วเธอก็จำได้ที่เขาบอกว่าเธอเข้าใจความผูกพันในวัยเด็กผิดไป และนั่นไม่ใช่ความรัก
เขายังคงจับไหล่ทั้งสองข้างของเธอไว้ สายตาของเขาเย็นชาและใบหน้านั้นหมางเมิน
เธอผลักมือเขาออก
“ปล่อยฉันนะ คุณจะทำอะไรน่ะ”
นี่เธอกล้าผลักเขางั้นเหรอ
แม้กู้จิ้งเจ๋อจะโดนผลัก แต่เขาก็คว้าข้อมือเธอไว้ “ทำไม รังเกียจที่เป็นฉันที่มาแตะเนื้อต้องตัวเธอแทนที่จะเป็นฉินชิงงั้นเหรอ แย่หน่อยนะ พ่อฉินชิงของเธอเขากลายเป็นคู่หมั้นคนอื่นไปแล้วนี่ เธอแอบชอบเขา แต่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำ ยอมแพ้ซะทีเถอะหลินเช่อ”
“คุณ…” หลินเช่อโกรธจัดเมื่อได้ยินถ้อยคำเชือดเฉือนเช่นนั้น
เธอรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีแกะมือที่เกาะกุมของเขาออก “ปล่อยฉันนะคะ กู้จิ้งเจ๋อ ฉันมันก็แค่ผู้หญิงจอมปลอม อย่ามาแตะตัวฉันให้มือคุณต้องสกปรกเลยค่ะ”
นั่นยิ่งทำให้กู้จิ้งเจ๋อเดือดดาลหนักขึ้นไปอีก เมื่อได้เห็นความพยายามที่จะดิ้นรนของเธอ ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย เขาใช้มือทั้งสองข้างคว้าหัวไหล่เธอไว้แล้วกดให้นอนลงกับเตียง
ร่างทั้งสองร่างล้มลงบนฟูกนุ่ม ตัวเขาทาบทับอยู่บนตัวเธอ คร่อมร่างบอบบางเอาไว้ด้วยร่างอันสูงใหญ่สมเป็นบุรุษเพศของตัวเอง
หลินเช่อกรีดร้อง “กู้จิ้งเจ๋อ ออกไปนะ คุณนี่มัน…คนเลว ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!”
เธอสามารถใช้เวลาทั้งวันคิดหาคำที่จะด่าทอเขาให้สาใจ
แม้ว่าร่างกายเธอจะอ่อนแอ แต่เธอก็พยายามดิ้นรนด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี แม้ว่าพละกำลังของเธอจะไม่อาจทำอะไรเขาได้แม้แต่น้อย แต่เธอก็ยังพยายามผลักไสอย่างสุดความสามารถ กำปั้นของเธอเหมือนก้อนสำลีที่ระดมทุบเข้าใส่แผงอกเขา มันไม่ทำชายหนุ่มสะดุ้งสะเทือนเลยสักนิด
กู้จิ้งเจ๋อครอบครองร่างเธอเอาไว้
เธอไม่เคยรู้เลยว่าเขาแข็งแกร่งแค่ไหน ไม่ว่าเธอจะทำอะไร เขาก็ยังคงนิ่งสนิทไม่ไหวติงราวกับก้อนหิน และไม่ยอมแม้แต่จะขยับตัว ด้วยความโมโห หญิงสาวยกเข่าขึ้นและเล็งเป้าไปยังส่วนล่าง…
ตอน 2
บทที่ 25
บทที่25
เปลือกตากู้จิ้งเจ๋อกระตุก เขารีบคว้าหัวเข่าเธอไว้ทันควันด้วยมือข้างหนึ่ง
หลินเช่อคิดอะไรไม่ออก เธอผงกหัวขึ้นแล้วจ้องตรงเข้าไปในดวงตาดำสนิทของอีกฝ่าย
กู้จิ้งเจ๋อไม่คิดว่าเธอจะกล้าทำอะไรอีกจึงแสยะยิ้มใส่อย่างเย้ยหยัน “ว้าว หลินเช่อ นี่เธอพยายามจะฆาตกรรมสามีตัวเองงั้นเหรอ”
ใบหน้าของหญิงสาวแดงก่ำ ความคิดที่จะแตะต้องตรงส่วนนั้นของเขาไม่เคยมีอยู่ในหัวเธอมาก่อนเลย แต่ครั้งนี้เป็นเพราะเธอไม่มีทางเลือกต่างหากล่ะ…
มือของเขากุมอยู่รอบหัวเข่ากลม ฝ่ามือใหญ่นั้นกำลังโลมไล้อยู่บนผิวเนื้อนุ่มเนียนของเธอ ใบหน้าเธอแดงร้อนจนต้องตะคอกใส่เขาว่า “กู้จิ้งเจ๋อ นี่คุณพยายามจะทำอะไรน่ะ”
กู้จิ้งเจ๋อก้มลงมองร่างบอบบางที่อยู่ใต้ร่างเขา แล้วใบหน้าของเขาก็เริ่มแดงเรื่อขึ้นบ้างเช่นกัน เลือดลมในร่างของเขาเริ่มสูบฉีดไปทั่วอย่างช้าๆ ด้วยความรู้สึกปรารถนา “เธอคิดว่าฉันกำลังจะทำอะไรล่ะ”
แน่ละว่าหลินเช่อไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดว่าเขาพยายามจะทำอะไรเธอ ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเขามีผู้หญิงที่ชอบอยู่แล้ว อีกอย่างคือเขาเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าเขาแพ้ผู้หญิงน่ะ
เธอลองขยับขาไปทางอื่นดูอีกสองสามครั้ง “ถ้าคุณยังไม่ยอมลงไปจากตัวฉันก็ระวังไว้ให้ดีเถอะ ฉันไม่ยอมคุณง่ายๆ หรอกนะ”
กู้จิ้งเจ๋อยิ้ม เขามองดูหน้าอกเธอ มันกำลังยกตัวขึ้นลงอย่างแรงด้วยความฉุนเฉียว “ฉันก็เห็นแล้วล่ะว่าเธอคงจะไม่ยอมง่ายๆ หรอก”
หลินเช่อตะโกนด้วยความโกรธ “กู้จิ้งเจ๋อ นี่คุณสนุกนักหรือไง”
กู้จิ้งเจ๋อสวนกลับ “ทำไมเหรอ ถ้าทำแบบนี้กับฉันมันไม่สนุก แล้วเธอจะต้องทำกับใครถึงจะสนุกล่ะ กับฉินชิงงั้นรึ”
หลินเช่อโกรธมากเสียจนรู้สึกเจ็บไปถึงข้างใน “ใช่! กับฉินชิงสิถึงจะสนุก”
“เธอนี่…” กู้จิ้งเจ๋อบีบมือแรงอย่างลืมตัว หลินเช่อรู้สึกเจ็บปลาบรุนแรงที่ข้อศอก เธอตวัดสายตามองกู้จิ้งเจ๋ออย่างไม่ลดละ
“ปล่อยฉันนะ กู้จิ้งเจ๋อ ใครเขารังแกกันแบบนี้”
“รังแกงั้นเหรอ ฉันว่าเธอยังไม่รู้หรอกว่ารังแกคืออะไรน่ะ” ขณะที่พูด ชายหนุ่มก็ยิ่งออกแรงโถมทับลงบนตัวเธอให้มากขึ้นไปอีก มือเขาป่ายปะไปตามชุดที่หญิงสาวสวมก่อนจะเลิกมันขึ้นแล้วสอดมือเข้าไปข้างใต้
หน้าของเธอคือส่วนที่อ่อนไหว มันรู้สึกเจ็บในทันที เมื่อมือของเขาขยับมาประคองมันเอาไว้ ร่างทั้งร่างของเธอก็แข็งทื่อ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านเข้ามา เธอเกือบจะหลุดปากร้องครวญครางออกไป
หลินเช่อรีบคว้ามือที่ซุกซนไปทั่วนั้นเอาไว้แล้วตวาดใส่เขาด้วยความโกรธถึงขีดสุด “คุณ…กู้จิ้งเจ๋อ…คุณกำลังทำตัวเป็นอันธพาลอยู่นะ”
กู้จิ้งเจ๋อสัมผัสถึงความรู้สึกอันยอดเยี่ยมในอุ้งมือของตัวเองจนชายหนุ่มรู้สึกลังเลที่จะปล่อยมัน
เขามองดูหญิงสาวที่อยู่ใต้ร่าง ขบฟันแน่นด้วยความโกรธ “ฉันจะทำให้แน่ใจว่าเธอไม่ไปหาเรื่องใส่ตัวอีก!”
เมื่อพูดจบ เขาก็ออกแรงคลึงเคล้นโดยไม่ปรานีอีกครั้ง
หญิงสาวไม่อาจทนไหว เธอหลุดปากส่งเสียงร้องออกมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู้จิ้งเจ๋อก็ไม่อาจห้ามใจตัวเองได้อีกต่อไป สายตาเปี่ยมด้วยอารมณ์ของเขาจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าซึ่งผุดพรายไปด้วยเม็ดเหงื่อบางเบาของเธอ เขาดึงชุดของเธอให้สูงขึ้นไปอีกจนเผยให้เห็นสะดือ ช่วงหน้าท้องที่ไม่มีไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อยของเธอดูเชิญชวนยิ่งนักใต้แรงไฟสลัว
หลินเช่อกัดริมฝีปาก เธอหรี่ตามองบุรุษตรงหน้า ร่างของเขาเด่นตระหง่านอยู่เหนือตัวเธอราวกับองค์ราชา
“ใช่สิ ยังไงฉันก็ต้องหาเรื่องอีกแน่ ถ้าเป็นแบบนั้นละก็ กรุณาไปหาผู้หญิงที่เขาไม่สร้างปัญหาให้คุณแทนสิ!” โม่ฮุ่ยหลิงไม่มีทางก่อเรื่องให้เขาแน่ เขาควรจะไปหาหล่อน ไม่ใช่เธอ
เขาไม่ต้องกลัวว่าโม่ฮุ่ยหลิงจะไปก่อเรื่องที่ไหน เขาไม่มีทางกล้ารังแกโม่ฮุ่ยหลิง เขาทำได้แค่รังแกเธอเท่านั้น
หลินเช่อรู้ดีว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงดีอะไรแล้วก็เอาแต่คอยสร้างปัญหา แต่เธอก็ไม่เคยอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน
เธอแค่โชคร้ายเท่านั้น เธอถึงต้องคอยเจอแต่สารพัดปัญหาไม่รู้จบแบบนี้
รวมถึงผู้ชายที่อยู่ตรงหน้านี่ด้วย เขาเองก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่เธอต้องเผชิญ แล้วยิ่งพักนี้เธอยิ่งอดรู้สึกไม่ได้ว่า เขานี่แหละคือปัญหาใหญ่ที่สุด
มือใหญ่บีบแน่นอีกครั้ง คราวนี้หลินเช่อร้องออกมาเสียงดัง
เธอไม่เคยมีประสบการณ์กับผู้ชายมาก่อน หญิงสาวจึงเต็มไปด้วยความประหม่าและขลาดอาย แต่ในเบื้องลึกของหัวใจนั้น กลับมีเศษเสี้ยวบางๆ ของความรู้สึกที่เฝ้ารอ คาดหวังที่จะให้มันเกิดขึ้น ก็ในเมื่อเขาดูเย้ายวนใจขนาดนี้ มันทำให้เธอเร่าร้อนจนถึงจุดถูกปลุกเร้าอารมณ์อย่างเต็มที่แล้ว
“พูดอีกทีสิ!” เสียงของเขาแหบพร่าและทุ้มต่ำ มันก้องกังวานไปด้วยความเสน่หาอยู่ในหูของเธอ
หลินเช่อรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออกเมื่อร่างของเธอถูกตรึงแน่นลงกับเตียงนอนเช่นนี้ แต่เธอกลับรู้สึกโกรธยิ่งกว่าเมื่อตัวเองถูกปลุกปั่นอารมณ์รัญจวนใจโดยผู้ชายตรงหน้า หญิงสาวจึงตวัดเสียงตอบกลับไป “ถ้าคุณอยากจะฆ่าฉันหรือแล่เนื้อเถือหนังฉันนักละก็ เชิญทำตามสบาย ในเมื่อคุณไม่ชอบที่ฉันคอยเอาแต่ก่อเรื่อง งั้นก็กลับไปหาผู้หญิงคนอื่นสิ!”
“อะไรกัน นี่ฉันอุตส่าห์ตามไปช่วยเธอ แต่เธอกลับมาทำตัวเย็นชาใส่ฉันแบบนี้น่ะเหรอ ถ้าฉันไม่โผล่ไปที่นั่น ทั้งเธอแล้วก็นายฉินชิงนั่นก็คงจะพลอดรักกันอยู่ตอนนี้ละสินะ”
“แน่ละสิ ฉันน่ะ…มันไม่ง่ายหรอกนะที่จะมีโอกาสได้ทำตัวบอบบางน่าสงสารต่อหน้าฉินชิงสักครั้งน่ะ แต่คุณกลับทำมันพังหมดเลย”
“เธอ…นี่เธอกำลังรนหาที่ตายนะ!” ใบหน้าของกู้จิ้งเจ๋อแดงก่ำ ดวงตาของเขาจ้องเธออย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
“ทำไมคะ คุณจะทำอะไรฉันได้อีกงั้นเหรอ” หลินเช่อกรีดร้อง
กู้จิ้งเจ๋อออกแรงกระชากชุดของเธอจนขาดออกจากกัน
หลินเช่อรู้สึกถึงความเย็นที่วาบขึ้นทั่วร่างได้ทันที
ฉับพลัน ร่างเขาก็แนบชิดลงมาบนร่างเธอ ฟันของเขางับริมฝีปากที่น่าชิงชังของเธอเอาไว้ ขบเม้มมันราวกับจะลงโทษเธอ
“อือ…” เธอครางออกมาอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้
กู้จิ้งเจ๋อคือจอมเผด็จการบ้าอำนาจดีๆ นี่เอง
ความเจ็บทำให้เธอเริ่มน้ำตาริน หยดน้ำใสไหลอาบข้างแก้มลงไปถึงใบหู
ตอนนี้ความเสียใจทวีเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าอารมณ์อื่นใดที่เธอรู้สึกอยู่ในตอนนี้
เจ็บทั้งกายและใจ ทั้งหมดนี้มันยากเกินกว่าเธอจะทนรับไหว และเธอรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอเหลือเกินในตอนนี้
เธอยังอ่อนล้าจากอาการไข้หวัด ร่างกายของเธอจึงอิดโรยไปหมด
เธอไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแม้สักนิดที่จะต้านทานผู้ชายที่กำลังรังแกเธออยู่ในตอนนี้ได้
ริมฝีปากสั่นระริกที่อยู่บนปลายลิ้นของเขาให้ความรู้สึกที่ยากจะหาอะไรมาเทียบได้
กู้จิ้งเจ๋อจาบจ้วงช่วงชิงริมฝีปากอ่อนหวานนั้นอย่างละโมบ ดูดดึงเอาลมหายใจออกจากกายเธอ
เขารู้สึกว่าร่างกายของตัวเองสั่นเทาอย่างไม่อาจบังคับได้ และในช่วงเวลาต่อมาที่เขาใกล้จะหมดความสามารถในการควบคุมตัวเอง มือของเขาก็แตะโดนน้ำตาของเธอ
เขาปล่อยตัวเธอทันที ก้มหน้ามองหลินเช่อ
แก้มของเธอที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาดูบอบบางเหลือเกิน มันทำให้เขาเจ็บปลาบไปถึงก้นบึ้งของหัวใจราวกับถูกทิ่มด้วยปลายเข็ม
หัวใจของชายหนุ่มอ่อนยวบลงในทันควัน เขาเห็นเธอกำลังร้องไห้ และตัวเขาก็กำลังสับสนสิ้นดี
เขาไม่เคยต้องรับมือกับน้ำตาผู้หญิงมาก่อนเลย ชายหนุ่มรีบคว้าแขนเธอไว้แล้วเอ่ยถามว่า “เอาล่ะ หยุดร้องเถอะ เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
เขาขยับตัวขึ้นนั่ง แล้วยกแขนขึ้นสวมกอดเธอเอาไว้ ดึงตัวเธอขึ้นมาไว้บนตักแล้วซบหน้าลงมา รู้สึกสับสนไม่แน่ใจว่าเขาควรจะทำอย่างไรดี กู้จิ้งเจ๋อดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วแตะซับน้ำตาบนดวงหน้านั้น
หลินเช่อพึมพำด้วยความโกรธ “คุณก็ทำเป็นแต่รังแกฉันเท่านั้นแหละ!”
“…” หัวใจกู้จิ้งเจ๋อเจ็บหนึบ เขารู้สึกเหมือนโดนนาบด้วยของร้อน เป็นความรู้สึกที่ยากจะทน แต่ก็ไม่อาจทำให้มันหายไปได้
นี่ใครรังแกใครกันแน่
“ก็ได้ๆ เป็นความผิดของฉันเอง”
“เสื้อผ้าฉันขาดหมดแล้ว” เธอก้มลงมองตัวเอง แล้วยกมือขึ้นบังบริเวณหน้าอกไว้
เขาหันไปมอง แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง กู้จิ้งเจ๋อก้มหน้าแล้วพูดส่งๆ ไปว่า “ฉันจะใช้คืนให้”
“ชุดเดียวไม่พอหรอกนะ”
“ก็ได้ ฉันจะซื้อให้เธอร้อยชุดเลย”
“แบบนี้ค่อยเข้าท่าหน่อย” ขณะที่พูด หลินเช่อก็ยิ่งรู้สึกง่วงงุนหนักขึ้น เธอเพิ่งกินยาเข้าไปและตอนนี้มันก็เริ่มที่จะออกฤทธิ์แล้ว
เธอหาวหวอดก่อนจะเอนตัวลงซบไหล่เขา ในหัวตอนนี้มีแต่ความง่วงงุนและพร่ามึน
กู้จิ้งเจ๋ออ้าแขนรับร่างนั้นเอาไว้ และปล่อยให้เธอได้ซบพิงจนผล็อยหลับไป เขาเอื้อมมือไปแตะมือและเท้าของเธอดู มันไม่เย็นเฉียบอีกแล้ว ดูเหมือนอาการไข้จะทุเลาลงแล้ว
“นอนซะ ตื่นขึ้นมาเธอจะรู้สึกดีขึ้นเองนั่นแหละ” เขาอดนิ่วหน้าไม่ได้ ฟังดูราวกับว่าเขากำลังบอกเด็กน้อยๆ
“คุณจะรังแกฉันอีกไม่ได้แล้วนะ” หลินเช่อยังงึมงำแม้ว่ากำลังจวนเจียนจะเข้าสู่ห้วงนิทราเต็มที
“อืม…” ถ้าเขายังจะรังแกหลินเช่อต่อไปอีกสักครั้งสองครั้งละก็ เขาเดาว่าคงเป็นตัวเขาเองนี่แหละที่จะต้องตายเพราะมือเธอเสียก่อนแน่ๆ
ชายหนุ่มรอจนกระทั่งแน่ใจแล้วว่าหญิงสาวหลับสนิทดีแล้วจึงค่อยๆ วางร่างเธอลงบนเตียง
เขาห่มผ้าให้เธอแล้วก็ต้องกัดฟันแน่นเมื่อได้เห็นหญิงสาวที่นอนหลับราวกับเด็กน้อยผู้ง่วงงุน
เธอคือนางฟ้ายามหลับใหล และเป็นยัยตัวร้ายยามลืมตาตื่นอย่างแท้จริง นั่นทำให้เขายิ่งกัดฟันหนักขึ้นไปอีกด้วยความชิงชัง
ตอน 3
บทที่ 26
บทที่26
หลินเช่อนอนหลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราวตลอดทั้งคืนนั้น
เธอนอนอยู่อย่างนั้นราวกับว่าเธอกำลังเห็นกู้จิ้งเจ๋อผู้กำลังมองมาด้วยใบหน้าอันอ่อนโยน นุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ภายในดวงตาของเขาดูเหมือนวงผิวน้ำที่กระเพื่อมไหวเป็นระลอก
ริมฝีปากบางเชิญชวนบิดโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอันเหมาะเจาะ
เขาจับไหล่เธอแล้วดึงร่างเธอเข้าสู่อ้อมกอดราวกับกำลังมองหญิงผู้ที่เป็นที่รักยิ่ง
เสียงของเขาช่างปลุกเร้าอารมณ์เหลือเกินเมื่อเอ่ยกับเธอแผ่วเบาว่า “หลินเช่อ ฉันรักเธอ…”
หลินเช่อตกตะลึงเสียจนหัวใจเต้นโครมคราม แล้วจังหวะต่อมาเธอก็ได้เห็นริมฝีปากของกู้จิ้งเจ๋อที่โน้มต่ำลงมา
เธอขยับตัวขึ้นไปหา ไปให้ใกล้เขา
แต่กระนั้นในตอนนั้นเอง…
เสียงโทรศัพท์ของเธอก็ดังสนั่นขึ้น
หลินเช่อผวาตื่น เธอผุดลุกขึ้นนั่งและได้รู้ว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงความฝัน
บ้าเอ๊ย ทำไมเธอถึงฝันอะไรแบบนี้นะ
หลินเช่อรีบยกมือลูบผม เธอได้ยินโทรศัพท์ที่ยังคงส่งเสียงดังไม่ขาดสาย หญิงสาวรีบคว้ามาดู
เป็นสายจากอวี๋หมินหมิ่นนั่นเอง
[เกิดอะไรขึ้นกับเธอน่ะ ทำไมอยู่ๆ เธอถึงตกเป็นข่าวว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดแบบนี้ได้ล่ะ]
แน่ละว่าหลินเช่อยังไม่ได้เห็นข่าว เธอไม่รู้เลยว่าโลกภายนอกกำลังพูดกันว่าอย่างไรบ้าง เธอยกมือขึ้นกุมศีรษะที่ปวดหนึบไว้แล้วตอบกลับไปว่า “ฉันถูกจัดฉากค่ะ!”
อวี๋หมินหมิ่นครุ่นคิดบางอย่างอยู่เป็นครู่ก่อนจะตอบว่า [ช่างมันเถอะ เอาไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้กันอีกทีตอนที่เธอเข้ามาที่บริษัทก็แล้วกัน]
“ก็ได้ค่ะ แต่พี่อวี๋คะ ฉันติดต่อหาพี่ไม่ได้เลยเมื่อวานนี้ พี่ไปอยู่ที่ไหนเสียละคะ”
อวี๋หมินหมิ่นเงียบอีกครั้ง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีวิธีบอกที่ดีกว่านี้ เธอจึงตัดสินใจตอบว่า [รถฉันเกิดอุบัติเหตุเมื่อวานนี้น่ะ]
“…” หลินเช่อร้อง “ทำไมถึงโชคร้ายอย่างนี้ละคะ นี่เราควรจะขึ้นไปไหว้พระบนเขากันบ้างแล้วนะ”
[ฉันก็คิดอยู่เหมือนกันนั่นแหละ เอาเถอะ ยังไงก็ค่อยคุยกันอีกทีตอนที่เธอมาบริษัทก็แล้วกัน]
หลินเช่อกระวีกระวาดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะยังรู้สึกเวียนหัวอยู่บ้างเล็กน้อยแต่เธอก็รีบจัดแจงอาบน้ำและแต่งตัวด้วยความว่องไว
ทันทีที่เธอเปิดประตูห้องน้ำออกมา เธอก็บังเอิญเห็นกู้จิ้งเจ๋อกลับเข้ามาจากข้างนอกพอดี
เมื่อชายหนุ่มเห็นเธอในสภาพนั้น เขาก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้าทันควัน
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนผุดว่าขึ้นมาในห้วงคิดอย่างรวดเร็ว เขาเอียงคอเล็กน้อยก่อนจะถามว่า “ลุกขึ้นมาทำไมล่ะ”
ด้วยความเร่งร้อน หลินเช่อรีบตอบว่า “ฉันจะเข้าไปที่บริษัทค่ะ”
“ที่บริษัทงั้นเหรอ” สีหน้าของกู้จิ้งเจ๋อขรึมลง “จะรีบเข้าไปที่นั่นทำไมแต่เช้า”
“มีปัญหาบางอย่างน่ะค่ะ ฉันต้องรีบเข้าไปจัดการ” หลินเช่อบอก
“เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ไปที่นั่น” เขาคว้าตัวเธอไว้ทันก่อนที่หญิงสาวจะวิ่งพรวดพราดออกไป
หลินเช่อหันกลับมามองอย่างข้องใจ “ทำไมละคะ”
“ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะต้องไปที่นั่น” เขากวาดตาดูทั่วดวงหน้าที่ยังคงแดงระเรื่อเพราะฤทธิ์ไข้ “แค่ทำตัวเชื่อฟังแล้วก็อยู่บ้านแต่โดยดีเถอะวันนี้”
อยู่บ้านแต่โดยดีงั้นเหรอ
หลินเช่อนึกถึงคำพูดของชายหนุ่มเมื่อวานนี้ ที่บอกว่าทำไมเธอถึงเอาแต่ก่อเรื่องอยู่เรื่อยขึ้นมาอีกครั้ง
แสดงว่าคราวนี้เขาคงคิดว่าเธอจะต้องก่อเรื่องอีกแน่ถ้าออกไปข้างนอก
หลินเช่อจึงตอบออกไปทันควัน “ไม่ค่ะ ฉันต้องไปจัดการปัญหานี้ที่บริษัทให้เรียบร้อย ถ้าฉันไม่ทำ อาชีพฉันได้จบเห่แน่”
“อาชีพหลักของเธอคือการทำตัวเป็นคุณผู้หญิงตระกูลกู้” กู้จิ้งเจ๋อมองดูผู้หญิงหัวดื้อด้วยสีหน้าเย็นชา
หลินเช่อเถียง “ไม่เอาน่า พอเราหย่ากัน ฉันก็เป็นได้แค่อดีตภรรยาที่ไม่ได้ความของคุณเท่านั้นแล้ว ถึงยังไงฉันก็ต้องมีอาชีพของตัวเองไว้เลี้ยงตัว ฉันไปก่อนนะคะ”
“หลินเช่อ ฉันบอกว่าฉันไม่อนุญาตให้เธอไปยังไงล่ะ!” สุ้มเสียงของชายหนุ่มเริ่มเข้มงวดขึ้น ดวงตาเป็นประกายวับ
หลินเช่อหันหน้ามาบอก “ฉันรู้น่า คราวนี้ฉันจะไม่ก่อเรื่องอีก ฉันจะไม่สร้างปัญหาให้คุณหรอกนะคะ แต่ฉันต้องไปจัดการธุระอะไรบางอย่างเท่านั้นเอง คุณไม่ต้องกังวลว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับฉันอีกหรอกค่ะ”
กู้จิ้งเจ๋อก้มลงมอง แม้กระทั่งหลังจากที่เธอก้มหน้าก้มตาสวมรองเท้าจนเสร็จเรียบร้อย คิ้วที่ขมวดมุ่นของชายหนุ่มก็ยังคงไม่คลายลง
“ฉันไปแล้วนะคะ” เธอหันกลับมาบอกกับเขาอีกครั้ง ท่าทางออกจะหวาดๆ เล็กน้อย
“อยากทำอะไรก็ตามใจแล้วกัน” กู้จิ้งเจ๋อบอกก่อนจะย่ำโครมๆ เข้าห้องนอนไป
หลินเช่อเบ้ปาก เธอก็เห็นอยู่แหละว่าเขาโกรธ แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เธอก็ตัดสินใจที่จะไม่เดินตามไป
หญิงสาวหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน แม้ว่าความทรงจำของเธอยังติดจะพร่าเลือนอยู่บ้างเพราะความง่วงงุนและมึนด้วยฤทธิ์ยา แต่เธอก็ยังจำได้ว่าทั้งมือและปากของเขาจาบจ้วงร่างกายเธอไปถึงไหนต่อไหนบ้าง…
ทันใดนั้นริมฝีปากของเธอก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย หญิงสาวสั่นหน้าโดยแรงเพื่อสลัดความรู้สึกวาดหวังถึงรสสัมผัสนั้นทิ้งไปและรีบเร่งเดินออกมา
ที่บริษัท
อวี๋หมินหมิ่นถึงขั้นยกมือกุมขมับและพูดว่า “นี่ดูเหมือนจะเป็นแผนการของเซนมิร่า สัญญาพรีเซนเตอร์ของเธอถูกยกเลิก แล้วหล่อนก็เป็นคนที่ได้เซ็นสัญญาใหม่แทนกับบริษัทนั้นอีกครั้ง”
หลินเช่อไล่อ่านข่าว ไม่มีตรงไหนที่ระบุชื่อของเธอออกมาตรงๆ เพียงแต่บอกว่าดูเหมือนจะมีดาราที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเมื่อเร็วๆ นี้และถูกจับเข้าคุกไปแล้ว เป็นดาราผู้หญิงที่ชื่อขึ้นต้นด้วยตัว ‘ห’ เพิ่งจะเริ่มโด่งดังจากซีรีส์ทางโทรทัศน์เมื่อไม่นานมานี้ ถ้าหากว่าข่าวลือที่ว่านี่เป็นเรื่องจริงละก็ งานนี้จะต้องเกิดปัญหาแน่ว่าทางซีรีส์จะได้ถูกแพร่ภาพตามกำหนดการที่วางแผนไว้หรือเปล่า
บรรดาชาวเน็ตทั้งหลายก็ฉลาดเหลือเกิน พวกเขานึกออกได้ในทันทีว่าบุคคลที่ถูกเอ่ยถึงในข่าวก็คือหลินเช่อนั่นเอง
อวี๋หมินหมิ่นทำท่าเหนื่อยใจ ท่าทางของเธอดูเป็นกังวลอย่างมาก “ทางบริษัทจะพยายามจัดให้เธอไปปรากฏตัวในสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อที่เธอจะได้บอกทุกคนให้รู้ว่าเธอไม่ได้ติดคุก แต่เธอจะต้องจัดการเคลียร์กับทางสถานีตำรวจนั่นให้ชัดเจนก่อนว่าจะไม่มีใครพูดอะไรเรื่องนี้ แล้วนี่เธอไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดใช่มั้ย”
อวี๋หมินหมิ่นมองหลินเช่ออย่างติดจะแคลงใจ
“ไม่แน่นอนค่ะ” หลินเช่อว่า
อวี๋หมินหมิ่นพยักหน้า ในเมื่อเธอว่าอย่างนั้น อวี๋หมินหมิ่นก็เชื่อเธอ เพราะหล่อนเองก็ไม่คิดว่าหลินเช่อจะเป็นคนแบบนั้นเหมือนกัน
“แล้วตอนนี้ฉันควรทำยังไงคะ”
“เราจะไปที่บริษัทโฆษณานั่นเพื่ออธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟังก่อน”
หลินเช่อและอวี๋หมินหมิ่นมาถึงบริษัทโฆษณาภายในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ดูเหมือนโลกจะกลมไปหน่อยเพราะว่าพวกเธอก็ได้พบกับหญิงสาวผู้เป็นศัตรูที่นั่น ขณะก้าวลงจากรถ ทั้งสองก็ได้เห็นเซนมิร่าเดินออกมาจากบริษัทด้วยรองเท้าส้นสูงลิบ
“อ้าว หลินเช่อ มาได้ยังไงกันล่ะ ฉันได้ข่าวว่าเธอถูกขังอยู่ไม่ใช่เหรอจ๊ะ ออกมาเร็วดีนี่”
เมื่อได้เห็นหน้าอีกฝ่าย หลินเช่อก็ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอให้เห็น
“ใช่ ฉันออกมาแล้ว แต่พวกหน้าโง่อย่างเธอยังเดินเตร่อยู่ข้างนอกแบบนี้ได้ จะให้ต้องติดคุกฉันก็คงไม่แคร์หรอก”
“นี่แก…หลินเช่อ ยังจะทำยโสไปอีกนะ ฮึ กว่าจะได้เข้าวงการก็ป่านนี้ แถมยังเป็นแค่ดาราหน้าใหม่ หัดเรียนรู้จากรุ่นพี่เสียบ้างสิ สิ่งที่เธอต้องมีน่ะเขาเรียกว่ากลยุทธ์จ้ะ”
“หึ นั่นสินะ คนที่ไม่มีความสามารถที่แท้จริงอะไรเลยอย่างเธอก็คงกล้าทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ” หลินเช่อว่า
อวี๋หมินหมิ่นยืนยิ้มอยู่ข้างหลินเช่อ เธอมองดูเซนมิร่าแล้วพูดว่า “มิร่า จะว่าไปเธอเองก็อยู่ในวงการนี้มานานแล้วนะ แต่ฉันจะขอแนะนำอะไรสักอย่างเถอะ ใช้วิธีสกปรกให้น้อยลงหน่อย ไม่อย่างนั้นเธอจะทำตัวเองพังเสียเปล่าๆ”
เซนมิร่าพ่นลมพรืดอย่างเยาะหยัน “นี่เธอคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน กล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้ ใช่ฉันทำเอง แล้วยังไงล่ะ พวกเธอจะทำอะไรได้ หือ พาแม่ดาราหางแถวของเธอกลับไปนอนไส้แห้งต่อซะเถอะ กล้ามาลองดีกับฉันแบบนี้นี่ไม่รู้จักตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูตัวเองบ้างเลยรึไง”
เมื่อพูดจบหล่อนก็เดินจงใจเอาไหล่เบียดกระแทกอวี๋หมินหมิ่นแล้วเดินผ่านทั้งคู่ไป
หลินเช่อกัดริมฝีปากอย่างโกรธแค้นแล้วหันมาพูดกับอวี๋หมินหมิ่นว่า “ฉันทนดูแม่นี่ทำตัวยโสโอหังแบบนี้ไม่ไหวแล้วนะคะ”
อวี๋หมินหมิ่นตอบว่า “ไม่ช้าก็เร็ว หล่อนจะได้ขุดหลุมฝังตัวเองแน่ๆ”
ผู้หญิงทั้งสองเดินเข้าไปในตัวอาคาร แต่ผู้บริหารของบริษัทกลับพูดขึ้นด้วยเสียงที่ไม่ต้อนรับว่า “อย่าได้มาที่นี่อีกเลย เราทำอะไรอีกไม่ได้แล้ว บริษัทของเราจะไม่เลือกใช้ศิลปินที่ชื่อเสียงมัวหมองแบบนี้”
หลังจากพูดจบเขาก็รีบออกปากไล่พวกเธอทั้งคู่โดยไม่รีรอ บริษัทแห่งนี้คุ้นเคยดีกับการที่มีศิลปินดารามาคอยเฝ้ารบกวนสร้างความรำคาญใจอยู่เสมอ
“ออกไปซะ ไปไป๊ เร็วสิ ออกไปได้แล้ว”
ทว่าในช่วงจังหวะนั้นเอง ใครบางคนเดินเข้ามาจากด้านนอกและกระซิบอะไรบางอย่างกับพนักงานที่พยายามเสือกไสพวกเธอในตอนแรก
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปฉับพลัน สายตาที่มองมายังหลินเช่อและอวี๋หมินหมิ่นเองก็พลอยเปลี่ยนไปด้วย
เขาผุดลุกขึ้นแล้วพูดว่า “คุณหลินครับ ผมต้องขออภัยกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ด้วย เราเพิ่งได้ข่าวจากทางตำรวจที่แจ้งมาว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิดและคุณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับยาเสพติด ก่อนหน้านี้เราพูดจาไม่เหมาะสมออกไป ทางเราต้องขออภัยอย่างยิ่ง”
ผู้บริหารของบริษัทยกมือลูบหน้าผาก เหงื่อเย็นๆ เริ่มผุดขึ้นมาเต็มแผ่นหลัง เขายังคงครุ่นคิดกับสิ่งที่เลขาเพิ่งกระซิบบอกมาเมื่อครู่และยังคงคาดไม่ถึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้
ก่อนหน้านี้ เลขาของเขาบอกว่า “ฉินเฮ่าโทรมาเป็นการส่วนตัวและบอกว่าเขาของานโฆษณาตัวนี้ในฐานะตัวแทนของหลินเช่อ”
ฉินเฮ่าเป็นบุคคลลึกลับที่ยากจะเข้าใจเสมอมาสำหรับเขา ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่
เขาคือคนสนิทของกู้จิ้งเจ๋อ และใครบางคนที่พวกเขาไม่อาจเอื้อมถึงได้ แต่ตอนนี้เขากลับโทรศัพท์มาเป็นการส่วนตัวเพื่อของานโฆษณาให้แม่หลินเช่อคนนี้…