ตอน 2
บทที่ 3
บทที่3 ชนช่องปืน
ฉันยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าหวาดผวา จนถึงห้องออฟฟิศเปิดออกมา เลขาพวกนั้นเดินออกมาอย่างเร็วๆ ทุกคนต่างก็หน้าม่อยคอตก ทำให้ฉันกลัวยิ่งขึ้น
ฉันคิดว่า เรื่องรายงานเลื่อนไว้ก่อนก็ไม่เป็นไร แต่เอกสารที่ต้องรีบเซ็นใบนี้.....
“เอ๋อ.....คุณเลขาพิมพ์ใจ”ฉันเดินไปหาพิมพ์ใจ เลขาที่ประธานอนุสิทธิ์ให้ความสำคัญที่สุด ยิ้มประจบ “ผู้จัดการอานนท์บอดว่ามีเอกสารใบหนึ่งต้องให้ท่านประธานเซ็นค่ะ คุณ..... ”
พิมพ์ใจเขม็งฉันและพูดว่า“เอาไว้คราวหลังเถอะ”
“แต่ผู้จัดการอานนท์บอกว่า ต้องรีบ....”
“งั้นเธอเข้าไปเองเลย”พิมพ์ใจโบกมือ แล้วขมวดคิ้วกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตนเอง
โธ่เอ๋ย นี่จะบีบเอาคนตายหรือไง ฉันยืนอยู่ตรงกลางห้องออฟฟิศเลขา มองไปยังพวกเลขาที่ก้มหน้าอยู่อย่างใจร้อน
พวกเขาทำเหมือนมองไม่เห็นฉัน ไม่มีใครมาช่วยเลย ฉันยืนอยู่พักใหญ่ สูบหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินไปถึงหน้าประตูของห้องออฟฟิศประธานและเคราะไป
ยังไงก็ต้องตาย โดนบอสด่าออกไปดีกว่าไม่ทำสักอย่างแล้วโดนผู้จัดการอานนท์ด่าตั้งเยอะ
“เข้ามา”
เสียงเย็นยะเยือกดังออกมา ฉันอดตัวสั่นไม่ได้ แล้วเปิดประตูเดินเข้าไปอย่างหัวแข็ง
“ท่านประธานอนุสิทธิ์ ฉันคือทิพย์สุดาของแผนกธุรกิจ ฉัน.....”
“ทิพย์สุดา”
ประธานอนุสิทธิ์ที่ยืนอยู่หน้าต่างหันตัวกลับมา แสงอาทิตย์ผ่านกน้าต่างเข้ามา ส่องบนตัวเขาเหมือนชุบคลุมแสงให้เขา
ความสูง185ซม. รูปร่างสัดส่วนสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาเหมือนแกะสลัก
ฉันใจลอยไปนิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าประธานอนุสิทธิ์คือผู้ชายที่หล่อที่สุดที่ฉันเคยเห็น หล่อกว่าวินัยของฉันด้วย
“ผู้จัดการของแผนกธุรกิจคงไม่ใช่เธอมั้ง”อนุสิทธิ์เดินเข้ามา วิเคราะฉันไปมาและถามขึ้น
เขาเข้ามาอย่างกระทันหัน และยังพากลิ่นที่ทั้งคุ้นเคยทั้งแปลกมาด้วย คือกลิ่นหญ้าที่ไม่รู้เคยได้ดมที่ไหนมา
“คือผู้จัดการอานนท์ .......”
“ในเมื่อคือผู้จัดการอานนท์แล้วเธอมาทำอะไร”อนุสิทธิ์พูดด้วยน้ำแสงเย็นชา
ฉันนึกว่าเขาถามฉันอยู่ เลยรีบตอบว่า“คือผู้จัดการอานนท์ให้ฉัน......”
“ฉันไม่เคยรู้เลยนะ พนักงานของฉันไปเรียนแบบรายงานข้ามตำแหน่งมาตั้งแต่เมื่อไหร หรือว่า.....”อนุสิทธิ์ยื่นมือมาจับคางฉัน น้ำเสียงยังคงเย็นชา“หรือว่าเธอตั้งใจจะมายั่วยวนฉัน”
มือเขามีแรงมาก ฉันรู้สึกว่าคางฉันจะแตกแล้ว
โธ่เอ๋ย มิน่าไม่มีใครยอมเข้ามา เข้ามาก็เท่ากับหาความตายชัดๆเลย
“ท่านประธาน คุณ คุณคงเข้าใจผิดแล้ว”ฉันกลัวจนขาสั่น เสี่ยงสั่นราวกับใบไม้ที่ลอยตามลม“ผู้จัดการอานนท์ให้ฉันเอาเอกสารใบนี้มาให้คุณเซ็นค่ะ”
เพื่อพิสูจน์ตนเอง ฉันยกมือที่จับเอกสารอยู่ขึ้นมาให้เขาดู
อนุสิทธิ์ขมวดคิ้มยังคงจ้องมองฉันอยู่ ไม่มีอารมร์อะไรสักนิด
นี่มันเป็นอะไรกัน ฉันมองเขาอย่างหวาดกลัว“ท่านประธาน”
“อย่าขยับ”เขาสั่ง แล้วก้มหัวไปบริเวณคอของฉันดมไปดมมา ลมหายใจที่ร้อนๆพ่นอยู่คอฉัน รู้สึกคันๆ ชาๆ
ไม่เคยมีประสบการใกล้ชิดแบบนี้กับผู้ชายมาก่อน ฉันรู้สึกขาสองข้างอ่อนเพลีย เลยกรีดร้องอย่างหวาดผวา“ท่านประธาน คุณจะทำอะไร”
“ใช่เธอ”เขาเงยหน้า ดวงตาดำมือจ้องมองฉัน
“อะไร”ฉันรีบผลักมือของเขาออกไป สุดท้ายก็ได้หลุดพ้นจากมือที่แข็งราวกับเหล็กของเขา ถอยไปสองก้าว มองเขาอย่างระมักระวัง
เขาหน้ามืดลง “ทิพย์สุดา เมื่อคืนเธออยู่ที่ไหน ”
“ฉันหรอ”
ไม่เข้าใจว่าประธานอนุสิทธิ์จู่ๆถามแบบนี้มาทำไม แต่ฉันรู้สึกว่าถ้าไม่ตอบความจริงไป ต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ
ไม่ได้คิดมาก ฉันรีบตอบไป“ฉัน เมื่อวานฉันกับสามีฉลองการแต่งงานครบรอบหนึ่งปี”
“เธอแต่งงานแล้วรึ” ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ของอนุสิทธิ์มีความตกตะลึงแวบไป
ฉันพยักหน้า“ใช่ค่ะ ฉันแต่งงานมาหนึ่งปีแล้ว”
“งั้นไม่ใช่เธอ” อนุสิทธิ์พูดด้วยเสียงต่ำ
ฉันไม่เข้าใจเขาหมายความว่าอะไร แต่รู้สึกว่าเขาไม่ได้โกรธมากแล้ว เลยรวบรวมความกล้ายื่นเอกสารในมือไปให้เขา“ท่านประธานอนุสิทธิ์ ผู้จัดการอานนท์ให้ฉันมารายงานกับคุณ และเอกสารใบนี้ต้องการให้คุณเซ็นซื่อด้วยค่ะ ”
อนุสิทธิ์รับไปแล้วอ่านคราวๆ และรีบเซ็นชื่อแล้วโยนให้ฉัน“หากพนักงานเล็กๆทุกคนต้องมารายงานกับฉันหมด งั้นพวกผู้จัดการที่ฉันใช้เงินเยอะๆจ้างมาก็ต้องไล่ออกหมดเลย ออกไป”
โธ่เอ๋ย นิสัยของบอสนี่แปลกประหลาดจริงๆ ฉันหน้าซีดขึ้นและตอบรับไป แล้วก็วิ่งออกห้องออฟฟิศประธาน
พอออกมา ตาหลายคู่ก็จ้องมองมาที่ฉัน
ฉันหยุดชะงัก แล้วฝืนยิ้มให้พิมพ์ใจ“คุณเลขาพิมพ์ใจ ฉันเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้ว ลงไปก่อนนะ”
“อื่ม”พิมพ์ใจอาจจะดูออกว่าฉันก็โดนด่าไปใหญ่ เลยพยักหน้าอย่างเห็นใจ
นั่งลิฟท์ลงไปกลับถึงแผนกของตนเอง ฉันเอาเอกสารใบนั้นให้ผู้จัดการอานนท์ เขาอ่านดูแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ “ทิพย์สุดา เอทำงานได้ดีมาก ทีหลังต้องพยายามต่อนะ”
เมื่อกี้ยังบอกว่าฉันมีปัญหาในด้านธุรกิจ แล้วตอนนี้กลับมาบอกว่าฉันทำงานได้ดีแล้ว เขาอยากหาคนไปชนช่องปืนมากกว่า
ฉันพูดปราศรัยกับเขาไปกี่คำแล็วก็ออกไป
โดนผู้จัดการอานนท์หลอกใช้ ฉันรู้สึกไม่พอใจมาก เลยอ้างไปทำธุระนอกบริษัทเพื่อไปเที่ยว
ตอน 3
บทที่ 3
บทที่3 ลองเพื่อความสุข
เพื่อนสนิทเพ็ญแขนัดฉันไปช้อปปิ้งพอดี ฉันเลยตัดสินใจทันทีนัดเธอเจอกันที่ห้าง
เมือเห็นเธอ ฉันก็เป่านกหวีดอย่างดีใจ“แข มานัดกับฉันยังแต่งตัวสวยขนาดนี้ อยากจะไปทำอะไรล่ะ”
“ถุย ใครเหมือนแกล่ะ วันๆไม่ใช้สีดำก็สีเทา ทิพย์ แกนี่เพิ่ง24เท่านั้นนะ วันๆแต่งตัวเหมือนคุณป้า เธอรู้ตัวไหมล่ะ”
ฉันก้มหน้ามองตัวเอง ชุดทำงานสีดำ เป็นวินัยเตรียมให้ฉัน ไซส์ใหญ่กว่าไซส์ปกติหนึ่งไซส์ ใส่ในตัวฉันก็กว่างไปนิด
ไม่เห็นรูปร่างและไม่สวยด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครสนหรอก
“สามีฉันชอบ ทำไม เธออิจฉาหรอ”ฉันเบะปาก อวดกับเธออย่างอาละวาด
“นี่ ทิพย์สุดา แต่งงานมันเก่งนักหรอ มีผัวมันเก่งนักหรอ ถ้าเธอทำแบบนี้อีก ฉันจะตัดขาดกับแกนะ”เพ็ญแขเขม็งฉัน
ฉันยกไหล่ แล้วเราสบสายตายิ้มให้กัน
เดินไปๆ เราเดินเข้าห้องขายเสื้อชั้นใน เพ็ญแขมองไปพลางใช้แขนตบฉัน“ทิพย์ แกกับวินัยตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
“อะไรเป็นยังไงบ้าง”
“ก็ตอนคืนไง”เพ็ญแขเลิกคิ้ว“เรื่องนั้นแหล่ะ เธอรู้ ยงคงเหมือนเดิมไหม”
“เพ็ญแข” ฉันรีบหันไปมองรอบๆ รู้สึกหน้าร้อนมาก“แกเอาเรื่องแบบนี้มาพูดข้างนอกได้ยังไง”
“กลัวอะไร ก็ไม่ใช่เรื่องหาชู้ นี่เป็นหัวข้อปกติระหว่างเพื่อนสนิทกัน”เพ็ญแขเบะปาก ดึงเสื้อชั้นในสีขาวในมือฉันไป “แกนี่ วันๆเอาแต่ใส่สไตล์แบบนี้ เชยมาก”
ฉันพูดด้วยหน้าแดง“จะกลัวอะไร ก็ใส่ข้างในนี่ ใครจะเห็นเล่า”
“ผัวแกเห็นไง แกคิดดูสิ หลายปีมานี้ วินัยมองเธอเป็นแบบนี้มาตลอด คงเบื่อแย่แล้วสิ ฉันว่านะ แกต้องใส่ตัวนี้”เพ็ญแขยื่นชุดเสื้อชั้นในสีม่วงมา
ฉันหน้าแดงกว่าเดิม“ไม่เอา นี่...นี่จะให้ใส่ยังไงล่ะ”
“ก็ใส่ข้างในไง จะกลัวอะไร มีแต่วินัยของแกเห็นเท่านั้น แก่ผิมขาว เหมาะกับสีม่วงนี้มาก ฉันรับรองนะเมื่อวินัยของแกมองเห็น ต้องกลายเป็นหมาป่าแน่เลย”เธอพูดไปหัวเราะไป
จริงหรอ ใจฉันหวั่นไหวไปนิด
เพ็ญแขไม่รู้ว่าฉันกับวินัยไม่เคยทำเรื่องนั้นเลย เธอแค่คิดว่าชีวิตทางเพศของเราไม่กลมกลืนกัน
แต่ที่เธอพูดก็ถูก อาจจะเป็นฉันกับวินัยคบมานานมากๆ ขาดความแปลกใหม่เขาเลยไม่อยากเอาฉันมั้ง
อาจจะเป็นฝันในเมื่อคืนให้ความกล้าให้ฉัน ฉันกัดฟันและมือที่จับเสื้อชั้นในสีม่วงอยู่ในมือก็ไม่ปล่อยเลย
เพ็ญแขพูดอย่างประหลาด“ทิพย์ แกคิดแบบนี้ดีแล้ว โอเค ชุดนี้คือฉันช่วยเลือกให้ ฉันส่งให้แกละกัน พรุ่งนี้แกต้องขอบคุณฉันดีๆนะ”
พูดจบ เธอก็ดึงชุชั้นในในมือฉันไป ให้ฉันรออยู่ที่เดิม เธอไปจ่ายเงิน
เพราะชุดชั้นในนี้ ฉันใจลอยไปทั้งวัน หลังจากเลิกกับเพ็ญแขและกลับถึงบ้าน ฉันเกะกล่องนั้นออกมา ปรากฏข้างในนอกจากชุดชั้นในสีม่วง ยังมีกระโปรงสลิงสั้นสีม่วงตัวหนึ่งด้วย มีผ้าน้อยและบางมาก ฉันรู้สึกว่าหน้าฉันร้อนจนจะไหม้
ฉันใจสั่นและรีบเอาเสื้อนั้นยัดเข้าตู้เสื้อผ้า แล้ววิ่งไปห้องครัวทำอาหารเย็นให้วินัย ผัดผักไหม้ไปจานหนึ่ง ตุ๋นซุปจนแห้งไปหม้อหนึ่ง ฉันปรากฏว่าฉันไม่มีใจในกานทำอาหารเลย ในสมอง ฉันมีแต่เสื้อชั้นใน ชุดนอนและฝันในเมือคืน......
ติ๊ง.....
เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นอย่างกระทันหันทำให้ฉันตกใจไปใหญ่ ฉันรีบเช็ดมือและวิ่งออกไป
“ทิพย์”
เป็นแม่สามี ฉันเลียริมฝีปากและยิ้มแบบแห้งๆ“คุณแม่......”
“ทิพย์ ช่วงนี้ร่างกายเป็นยังไงบ้าง มีข่าวดีไหม”
“ยัง ยังค่ะ ”ฉันตอบอย่างหวาดผวา แต่สายโทรศัพท์โดนวางไปเสียแล้ว
ฉันถอนหายใจ แล้วค่อยๆวางโทรศัพท์ลง
ตั้งแต่ฉันหมั้นกับวินัย แม่สามีก็จับตามองเรื่องนี้ตลอด อยากให้ฉันรีบคลอดหลานออกมาให้ท่านอุ้มเลย หลังแต่งงานแล้ว ท่านจับตามองเรื่องนี้หนักกว่าเดิม ทุกวันก็ต้องโทรมาถามหนึ่งรอบ ช่วงนี้เหมือนใกล้จะหมดความอดทนแล้ว
จนถึงตอนนี้ฉันกับวินัยยังไม่เคยทำเรื่องนั้นเลย จะคลอดลูกได้อย่างไรกัน แต่นี่เป็นเรื่องที่น่าอาบอาย ฉันไม่กล้าพูดกับคนอื่น
ฉันเม้มปากแล้วเดินเข้าไปห้องนอนอย่างแน่วแน่ อาบน้ำแล้วใส่ชุดชั้นในและชุดนอนนั้นขึ้นมา
เพื่อความสุขในวันหลัง ฉันต้องลอง
มองดูตัวเองในกระจก ฉันรีบหลบไป ไม่กล้ามองดูอีกครั้ง น่าเขินอายจริงๆ
จับชุดนอนแขนยาวคลุมตัวไว้ เหมือนใส่แบบนี้ถึงจะรู้สึกปลอดภัย ใจฉันเต้นเร็วมาก
นั่งรอที่ห้องรับแขกอย่างกระวนกระวายใจ จนถึง3ทุ่มกว่าจึงได้ยินเสียงกุญแจเสียบเข้าล็อคประตู ฉันรีบลุกจากโซฟา
“ตัวเอง”
“ทิพย์ คุณกลับมาแล้วรึ ฉันคิดว่าคุณกับเพ็ญแขต้องเล่นไปถึง4ทุ่มกว่านะ”
มองเห็นฉันอยู่บ้าน วินัยรู้สึกแปลกมาก แล้วมองเห็นฉันใส่ชุดนอน ก็พูดอยากรู้สึกผิด“ขอโทษนะ ฉันกลับมาดึกไป ถ้าคุณเหนื่อยแล้วก็ไปนอนก่อนนะ”
เขาวางกุญแจ พลางพูดพลางเดินเข้าหาฉัน
ฉันจ้องมองเขาอย่างนิ่งๆ กัดฟันแล้วลุกขึ้นยืนตรงๆ ถอดชุดนอนที่คลุมตัวออกมา